วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ความรอดตัวของวัยรุ่น

 "สร้างภูมิทางใจให้วัยรุ่นหญิง ชาย  กับธรรมบรรยายของท่านพุทธทาสภิกขุ  ที่ทันยุค ทันเหตุการณ์ในปัจจุบันนี้"
 
ความรอดตัวของวัยรุ่น
บรรยายให้โอวาท แก่คณะลูกเสือจังหวัดตรัง ซึ่งมาพักแรมที่ค่ายธรรมบุตร
โดย พุทธทาสภิกขุ 


        เดี๋ยวนี้ตามที่สังเกตเห็นทั่วไปก็คือว่า มีคำพูดที่เป็นที่เสียหายแก่ยุวชนวัยรุ่น อยู่คำหนึ่งที่เขาเรียกว่า ปัญหาเกี่ยวกับคนวัยรุ่น ซึ่งมันหมายความว่า เมื่อก่อนนี้คนวัยรุ่นไม่ค่อยมีปัญหา. เดี๋ยวนี้กลายเป็นว่า คนวัยรุ่นมีปัญหา โดยเฉพาะรัฐบาลหยิบขึ้นไปเป็นปัญหาสำหรับพิจารณา ; แล้วประชาชนก็บ่นกัน. ดังนั้นขอให้คนวัยรุ่นเองนั้นรู้ได้ว่า เรากำลังเป็นผู้ที่ถูกหยิบขึ้นมาเป็นปัญหา ; เมื่อก่อนนั้นไม่เคยมี หรือมีก็เหมือนกับไม่มี คือมันมีน้อยเกินไป เดี๋ยวนี้กลับมีมากขึ้น.

          ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่พวกเราที่นั่งอยู่ที่นี่ ก็ยังต้องพลอยเสียเกียรติเสียชื่อร่วมกัน เพราะพูดว่า วัยรุ่นกำลังเป็นปัญหา ; ยิ่งกว่านั้นก็คือว่า เขาว่าวัยรุ่นกำลังเป็นปัญหาทั่วทั้งโลก, ทั่วทั้งโลกเป็นปัญหา. ในทีนี้หมายความว่า ทำความยุ่งยากลำบากขึ้นหลายอย่างหลายประการ นับตั้งแต่ว่า : เป็นอันธพาล, ชกต่อยตีกัน แม้ในโรงเรียนแม้ในมหาวิทยาลัย ; ซึ่งเมื่อก่อนนี้หาดูไม่ได้. เดี๋ยวนี้กลายเป็นมีมากขึ้น และที่มากไปกว่านั้นก็คือ อาละวาดบนรถประจำทาง บนยานพาหนะ ; กระทั่งทำสิ่งที่เป็นอาชญากรรมหนัก ๆ ไปกว่านั้น, เรื่องการตีรันฟันแทงบ้าง เรื่องชู้สาวบ้าง เรื่องที่เป็นสิ่งที่เรียกว่าอาชญากรรมเต็มตัว และก็อย่างแรงด้วย ; นี่มันกำลังมีอยู่พวกหนึ่งและจะมากขึ้นทุกที ; อีกพวกหนึ่งก็ยังรักษาตัวดีมีอยู่เหมือนกัน.
         นี่เราก็คิดดูให้ดีก็แล้วกันว่า เรากำลังจะเป็นอย่างไร จะไปเข้าพวกไหน ? กำลังจะไปเข้าพวกไหน ? โรคร้ายชนิดนี้เป็นโรคร้ายที่ติดต่อกันได้ง่าย และก็โดยไม่รู้สึกตัวด้วย. การที่จะเปลี่ยนไปเป็นอันธพาลนั้นเป็นได้ง่าย และโดยไม่รู้สึกตัวด้วย ; ดังนั้น อย่าได้ประมาทเลย เพราะเหตุว่าถ้ามีความประมาทเสียแล้ว ก็เห็นว่าความเป็นอันธพาลนั้น หาใช่ความเป็นอันธพาลไม่ ; มันเป็นเสียอย่างนั้น. เมื่อ เกิดประมาทมืดมัวแล้วจะเห็นว่า ที่เป็นอันธพาลนั่นแหละคือถูกต้อง ถือว่าดีไม่ใช่เป็นอันธพาล จึงเลยเป็นกันมาก.
          เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นการทำตามอย่างกัน เหมือนกับแฟชั่น ที่เขาเรียกแฟชั่นชนิดหนึ่ง แฟชั่นไว้ผม แฟชั่นเสื้อผ้า แล้วมันก็มีแฟชั่นอันธพาล ; ใครได้แสดงลักษณะอันธพาล เขาก็รู้สึกว่าเก๋ดี หรือว่าถึงกับมีเกียรติ ; เป็นอันธพาลสูบบุหรี่ นี่ก็คิดว่าเก๋ดี. เขาไม่เห็นว่าเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าติเตียน และโง่เขลาเปลืองเปล่า ๆ ให้โทษแก่ร่างกาย. นี่ขอให้รู้ไว้เถิดว่า ความชั่วนั้นมันครอบงำเราได้ง่าย เพราะเราไม่รู้สึกตัวว่าเป็นความชั่ว ; เรื่องที่เห็นง่ายที่สุด เช่นเรื่องสูบบุหรี่ เปลืองก็เปลือง, ให้โทษแก่ร่างกายก็ยังให้ แต่คนก็ไม่คิด.

          เมื่อเช้านี้ ท่านอาจารย์องค์หนึ่งท่านเล่าให้ฟังว่าพอเลิกสูบบุหรี่ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้โดยอัตโนมัติกิโลครึ่ง พอลองกลับไปสูบบุหรี่ใหม่ น้ำหนักตัวก็ลดลง ๑ กิโลครึ่ง ; ท่านว่าอย่างนี้, ท่านยืนยันว่าอย่างนี้. การที่น้ำหนักตัวเพิ่ม น้ำหนักตัวลดนี้ก็ไม่ใช่สิ่งเล็กน้อยนะ มันมีเหตุผล เพียงสูบบุหรี่อย่างเดิมน้ำหนักตัวก็ลดลงกิโลครึ่ง, เพียงไม่สูบเฉย ๆ กลับเพิ่มขึ้นกิโลครึ่ง. การสูบบุหรี่เป็นอันตรายแก่สุขภาพอนามัย เปลืองด้วย และไม่มีเหตุผลว่าทำไมเราจะต้องสูบบุหรี่ ; นอกจากจะเห่อตามแฟชั่นที่เขาสูบกันว่าเก๋ดี เป็นลูกผู้ชายต้องกินเหล้าต้องสูบบุหรี่. นี่เรามันก็ไปเข้าใจเสียอย่างนั้น ก็เป็นอันว่า : เข้าใจว่าที่ชั่วนั่นคือดี มันก็ไม่ละเลิกเท่านั้นเอง.

          อีกประการหนึ่งการที่ว่าจะไปชกต่อยกัน หรือทำระเบิดขวด หรือทำอะไรที่มันร้ายกว่านั้น ก็เห็นเป็นของดีไปหมด ; นี่อย่าทำเล่นกับสิ่งที่เรียกว่ากิเลส, กิเลสมันต้องเก่งกว่าคนนั้นเสมอไป มันจึงหลอกคนให้ทำอะไรที่ไม่น่าทำได้ ; จึงต้องถือว่า ปัญหาแรกที่สุดของคนวัยรุ่น ก็คือที่ การนิยมไปทำสิ่งซึ่งไม่ควรทำ ; จนต้องมีการบังคับให้ตัดขากางเกงให้ถูกต้องบ้าง ให้ตัดผมให้ถูกต้องบ้าง อะไรเช่นนี้แสดงว่า เมื่อปล่อยตามความต้องการของความรู้สึกแล้ว มันเป็นไปกับแฟชั่นของคนอันธพาลบ้าง ของแฟชั่นที่อยากจะเปลี่ยนเรื่อยบ้าง.

          ขออย่าได้มองข้ามสิ่งเหล่านี้ : ความเห็นผิดเป็นชอบ นี่คือต้นเหตุของความล้มละลาย ต้นเหตุของปัญหาต่าง ๆ ต้นเหตุของความที่จะทำลายตัวเรา แล้วเราก็ไม่รู้ว่าทำลายตัวเรา เห็นเป็นของดีไปได้. เช่นเห็นกงจักรเป็นดอกบัว ปรากฏชัดไปว่า : การเล่าเรียนเอาดีไม่ได้, เป็นเจ้าชู้ตั้งแต่เล็ก, ใช้เงินเปลืองตั้งแต่เล็ก, ไม่มีบิดามารดาครูอาจารย์, ไม่มีบุญ ไม่มีบาป ; วัยรุ่นก็พากันเป็นเสียอย่างนี้. บางทีเขาจะถือว่า นี่เป็นเครื่องหมายของคนดี หรือเครื่องหมายของคนสมัยใหม่ที่เจริญหรืออย่างไร.

          วัยรุ่นฝรั่งที่มาที่วัดนี้ชอบพูดว่า "ผมไม่มีศาสนา", พูดว่า ผมไม่มีศาสนา ก็รู้สึกว่าพูดอย่างนั้นถูกต้องที่สุด และเก่งด้วย และเก๋ด้วย มีเกียรติด้วย ; พูดว่าผมไม่มีศาสนา. ไม่เท่าไรแฟชั่นอย่างนี้จะมาถึง พวกคนไทยที่ตามก้นฝรั่ง ในแง่หนึ่งส่วนหนึ่ง คนไทยตามก้นฝรั่งเหมือนสุนัขตัวผู้ตามก้นตัวเมียอย่างนั้นแหละ ; เขาทำกันอย่างไรก็ทำตาม, ก็ไปได้ด้วยกัน. นี่ขอให้ระวังให้ดี ; ถ้าเราจะไปตามก้นฝรั่งที่ถือว่าเจริญนั้นต้องเลือกดูสิ่งที่ดีมีประโยชน์ อย่าให้ทำลายวัฒนธรรมศีลธรรมอะไรของคนไทยเรา. คนเรา ถ้าไม่มีศาสนาก็หมายความว่าทำอะไรได้ตามใจตามชอบใจ ; คิดดูเถอะมันจะเป็นอย่างไร.

          เรื่องกางเกงไม่มีขา หรือว่าไม่ต้องปิดกายกันแล้ว, หรือไว้ผมบ้า ๆ บอ ๆ พวกฝรั่งนำทำทั้งนั้น ; คนไทยโง่ ก้นหัวตามก้นเขา มันก็มีปัญหาด้วย ; คือลำบากยุ่งยากด้วย และไม่เป็นไทยด้วย. ถ้าเป็นไทยต้องเป็นอิสระ ; เดี๋ยวนี้โง่ ก้นหัวไปตามก้นเขา หรือจะเป็นอิสระได้ ก็ไม่ใช่ไทย ; และสิ่งนั้นก็ผิด ๆ ด้วย. ดังเช่นชอบไว้ผมยาว เหมือนพวกฝรั่งฮิปปี้ หรือพวกอะไรก็ไม่รู้ เรียกยาก.

          พวกนักศึกษาไทย ชั้นมหาวิทยาลัยไว้ผมยาวเป็นฮิปปี้มาที่นี่ เป็นนักศึกษาก็มี เป็นครูก็มี ก็เลยถามดูว่าทำทำไม ? ประโยชน์อะไร ? เขาว่าทำตามความพอใจ เพื่อไม่ให้มีอะไรมาบังคับบัญชา มาผูกมัดเขา, เขาต้องการจะเป็นอิสระ. เราก็เลยบอกเขาว่า เป็นอิสระชนิดที่คนอื่นไม่ลำบาก นั่นจึงจะเป็นอิสระที่ถูกที่ควร ; ถ้าอิสระชนิดหนึ่งที่คนอื่นต้องลำบากละก็ ไม่ถูกไม่สมควร, ไม่ใช่อิสระที่สมควร.

          ทีนี้เขาถามว่า ไว้ผมยาวนี่มันทำให้คนอื่นลำบากอย่างไร ? ผมก็ของผมนี่ อยู่บนหัวผม. ผมไว้ผมยาวมันจะลำบากอย่างไร ? นี่เขาตอบคำถาม เขาแย้งขึ้นมาอย่างนั้น. เราบอกว่า : ผมยาวของคุณนั่น มันทำให้พวกเราเสียเวลามองดู เพื่อสังเกตให้รู้ว่า "คุณนี่เป็นคนบ้าหรือคนดี" ; เพียงเท่านี้ก็ถือว่าทำให้เราเดือดร้อน เราต้องเสียเวลาคอยสังเกตว่าคนนี้มันบ้าหรือดี. พอครั้งแรกเราเห็นเข้าก็กลัว, เกรงว่าจะเป็นคนบ้า มันจะทำอันตรายเอา เพราะฉะนั้นการไว้ผมยาวของคุณนี่ มันทำให้คนอื่นลำบากเสียแล้ว ถ้าต้องการเสรีภาพก็ทำอย่างอื่นเถอะ ชนิดที่คนอื่นไม่ต้องลำบาก จึงจะเรียกว่าสมควรหรือเป็นอิสระที่น่านับถือ. ในที่สุดก็ตกลงกันไม่ได้ แล้วก็ไม่ต้องพูดกัน หยุดไว้แค่นี้.

          อยากจะเอาเรื่องอย่างนี้แหละมาเป็นหลักว่า ทำไมเราจะต้องไปทำให้มันแปลก หรือไปทำให้คนอื่นยุ่งยากลำบาก จนคนอื่นไม่รู้ว่าคนบ้าหรือดี ? ในเรื่องแต่งเนื้อแต่งตัว เรื่องผมเผ้า เรื่องอะไรก็ตาม, จนกระทั่งแม้แต่เรื่องเล่าเรียน เล่นหัว ร้องเพลง ก็ควรจะไม่ต้องทำให้คนอื่นพลอยลำบาก. เหล่านี้เป็นเรื่องวัยรุ่น เป็นปัญหาของวัยรุ่น เพราะวัยรุ่นกำลังจะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ คือยังเป็นไม่สมบูรณ์ ; เขาเรียกว่ารุ่น, รุ่น ๆ ๆ จะเป็นผู้ใหญ่ก็ยังไม่ใช่ จะเป็นเด็กก็ยังไม่เชิง มันก็อยู่ในระหว่างที่เรียกว่าจะเป็น หัวเลี้ยวหัวต่อ. ถ้ามันเลี้ยวไปถูกทางก็นับว่าดี ถ้าเลี้ยวไปผิดทางก็ต้องลำบากแน่ ; ถ้าผิดทางมากเกินไปต้องฉิบหาย ถ้าอย่ามีเรื่องอย่างนี้ การเรียนจะดีกว่านี้.

          ทุกคน ๆ ที่นั่งอยู่ที่นี่ ถ้าอย่ามีเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ อย่างนี้ การเรียนจะดีกว่านี้. เดี๋ยวนี้เราไปเสียเวลา ไปคิดไปนึกอะไรในเรื่องที่ไม่ควรต้องสนใจ ; และบางทีถึงขนาดที่เรียกว่า ไปใช้เงินเปลืองเพื่อสิ่งเหล่านี้ก็มี, หนักเขาก็กลายเป็นเรื่องเพศ เรื่องเจ้าชู้ เรื่องอะไรตั้งแต่อยู่ในวัยเรียน ; การเรียนมันก็เสีย. ถ้าเราเคารพศาสนา นับถือศาสนา เคารพบิดามารดา นับถือครูบาอาจารย์ มันก็ไม่ทำอย่างนี้ได้ ; ฉะนั้น ถ้าเรียกว่า วัยรุ่นก็ขอให้เดินตามผู้ใหญ่ คือเดิมตามกฎระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด.

          เพื่อให้จำได้ง่ายก็อยากจะบอกให้ทราบว่า คนฉลาดที่สุดแต่โบราณเขาพูดไว้เป็นหลักจนกระทั่งบัดนี้ก็ไม่มีใครค้านได้ ไม่มีใครเอาเหตุผลมาพิสูจน์ว่ามันผิดเสียแล้ว, คือคนโบราณเขาพูดไว้ว่า : คนเราเกิดมากกว่าจะตายนี้ ให้แบ่งเป็น ๔ ระยะ.

          ตั้งแต่เกิดมาหรือ วัยรุ่น อย่างนี้ เขา เรียกว่า พรหมจารี อย่าเพ่อเข้าใจผิด ๆ คิดเอาเองว่า พรหมจารีคืออะไร ; เดี๋ยวจะว่าให้ฟัง. ตั้งแต่เกิดมา ตั้งแต่หนุ่มสาวก่อนแต่งงาน เขาเรียกพรหมจารี. พอแต่งงานแล้วเขาเรียกว่า คฤหัสถ์ เป็นคฤหัสถ์ไปจนพอใจถึงที่สุด. ทีเขาเรียกว่าเกษียณอายุนั่น อายุ ๖๐ ปีเขาก็ไปเป็นผู้หาความสงบเรียกว่า วนปรัสถ์ ; ไปหาความสงบส่วนตัว ไม่ยุ่งด้วยเรื่องนั่นนี่. ถ้ายังอยู่ต่อไปได้อีกอายุ ๘๐ - ๙๐ ปี ถึง ๑๐๐ ปี เขาเรียกว่า สันยาสี เป็นผู้นำแสงสว่างให้แก่ผู้อื่น พูดจากให้เป็นประโยชน์แก่เด็ก ๆ.

          ถ้าทำได้อย่างที่กล่าวมานี้ เรียกว่าถูกต้องครบบริบูรณ์ ; ถ้าไม่ได้อย่างนี้เรียกว่าเกิดมาได้ไม่ครบ ไม่เต็ม, ไม่เต็มคน, เขาเรียกว่าไม่เต็มคน, เกิดมามีความเป็นมนุษย์ไม่เต็ม. ถ้าเต็มก็ต้องเป็นพรหมจารี คือตั้งแต่เกิดมาถึงหนุ่มสาวที่ดี เป็นพ่อบ้านแม่เรือนไปถึงที่สุดมันก็ดี นับว่าไม่หลงจนเข้าโลง, อายุมากพอสมควรแล้วก็รู้จักหาความสงบ, ได้ความสงบส่วนตัว ก็รู้จักทำผู้อื่นให้ได้รับแสงสว่าง ด้วยการพูดจา.

          ที่เราเกิดมาเป็นหนุ่มสาว อายุสมมติว่า ๒๐ ปี, ๒๐ ปีนี่ควรจะเป็นพรหมจารี, ๒๐ ปีถึง ๖๐ ปี เป็นคฤหัสถ์ ผู้ครองเรือน, เหลือนั้นก็เป็นผู้สงบ เป็นวนปรัสถ์บ้าง, เป็นสันยาสี อบรมสั่งสอนพูดจาหรือเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้อื่นบ้าง. ๑ ปี ถึง ๒๐ ปี นี่คือจุดเริ่มต้น ; คือว่าตั้งต้นดีก็ดี ตั้งต้นไม่ดีก็ไม่ดี. ฉะนั้นจึงขอบอกพวกเธอทุกคนที่นี่ว่า เธอกำลังอยู่ในระยะที่อันตราย เป็นระยะตั้งต้น ; ถ้าตั้งไม่ดีก็ไม่ดี, ตั้งดีก็ดี. อย่าไปคิดเรื่องอื่นให้คิดแต่ในเรื่องตั้งต้นให้ดี, ตั้งต้นให้ดีก็คือเป็นพรหมจารีที่ดี. พรหมจารี ในที่นี้เขาเรียกว่า ประพฤติดี ประพฤติประเสริฐ : พรหม แปลว่า ประเสริฐ, จารี แปลว่า ประพฤติ, พรหมจารี แปลว่า ผู้ประพฤติประเสริฐ.

          ตรงนี้สำคัญมาก ต้องให้ประพฤติให้ดีที่สุดเอาไว้ก่อน ; เพราะฉะนั้นจึงเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณี, ระเบียบวินัยที่เขามีไว้สำหรับคนรุ่นสำหรับคนหนุ่มสาว ; ดังนั้นอย่าเหยียบย่ำระเบียบขนบธรรมเนียม วินัยเหล่านั้นเป็นอันขาด. พอเธอเหยียบย่ำเธอก็เป็นอันธพาลผีสิง ไม่ต้องมีใครมาพูดมากล่าวแล้ว พอไปทำเข้ามันก็เป็นเท่านั้น, การเหยียบย่ำกฎประเพณีวินัยอะไรต่าง ๆ ของนักเรียน นี่ก็เป็นอันธพาลแบบผีสิง : คือต่อสู้ดื้อดึงดื้อด้าน ไม่ยอมที่จะประพฤติตามกฎระเบียบ, ถือว่าการดื้อหรือการฝืนกฎระเบียบนั้นได้ นั้นดี นั้นเก๋ ; นั่นเป็นอันธพาลผีสิง. แล้วเรื่องต่อไปมันจะเป็นอย่างไร ; เราดูเอาเองก็แล้วกัน. เด็กคนนี้เป็นอย่างนี้ เด็กคนหนึ่งมันเป็นตรงกันข้าม ; อย่างนี้จะเหมือนกันไม่ได้ มันจะต้องต่างกันลิบ. ดังนั้น อยากจะขอร้องวิงวอนพวกเธอทุกคนว่า ขอให้ช่วยตั้งหน้าตั้งตาสังเกตดูเด็กบางคนที่เขาดี ๆ ให้มากสักหน่อย. อย่าไปหัวเราะเยาะเขา อย่าไปล้อเลียนเขา อย่าไปแกล้งขัดคอเขา, กลัวว่าเขาจะดีกว่าเรา แล้วก็หาทางให้มันเสื่อมเสียไป ; นี่มันก็ไม่ถูก.

          ถ้าสังเกตดูแล้วจะเห็นได้ว่า คนที่รอดตัวไปได้, เรียนได้ดี มีความเจริญเร็วนั่นเพราะเขาเป็นคนดี. คนดีในที่นี้ คือเป็นพรหมจารีที่ถูกต้อง คือไม่ประพฤติกระทำสิ่งที่มันนอกคอกนอกเรื่อง ทำแต่ในสิ่งที่มันเป็นหน้าที่โดยตรง : ขั้นแรกก็คือ ศึกษาเล่าเรียนอย่างดีที่สุด ไม่ไปเสียเวลา ไม่ต้องไปทำนั่นนี่ ไม่ต้องเปิดวิทยุพลางทำการบ้านเขียนหนังสือพลาง, เดี๋ยวนี้มีกันมาก ทำบทเรียน หรือทำการบ้าน ก็เปิดวิทยุพร้อมกันไป, มือเขียนไป ; อย่างนี้เป็นคนที่มีจิตใจเลื่อนลอย. จริงอยู่ฟังวิทยุพลาง ทำงานพลางก็ได้เหมือนกัน ; แต่มันไม่ดี. นี้เรียกว่าเราตามใจกิเลสมากเสียแล้ว, ไม่เคารพระเบียบ.

          ทีนี้ตามใจกิเลสไม่เท่าไรก็กลายเป็นนิสัย เป็นคนชอบนั่นชอบนี่ ชอบดนตรี ชอบเพลง ชอบอะไรมากขึ้น, แล้วมันก็ชอบเกินขอบเขตจนมาเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม. เหมือนกับผู้หญิงคนหนึ่ง ทีแรกนุ่งผ้าพอพ้นเข่า ละอายกระดาก ; แล้วก็ขืนทำไป. ทีนี้ก็ถกขึ้นมา ; ทีแรก ๆ รู้สึกกระดาก ทีหลังมันก็ไม่กระดาก ; แล้วไปนุ่งชุดบิกินี่ อะไรก็ได้, ไม่กระดาก ผลสุดท้ายเปลือยก็ได้ ไม่ละอาย ไม่กระดาก ; คือค่อย ๆ เลื่อนขึ้นไปทีละนิด ๆ ; แล้วเขาก็เป็นคนเหมือนเรานี่ ไม่ใช่จะเลวกว่าเรา หรือวิเศษวิโสอะไร, เขาเกิดมาในพ่อแม่ที่เป็นอย่างนี้ ในที่สุดมันก็ไม่มีความละอาย.

          ความลับในเรื่องนี้ มันมีอยู่คือ ค่อย ๆ ทำไปทีละนิด ๆ คือ เลวลงทีละนิด ; มันไม่รู้สึกหรอก. อะไร ๆ ที่ว่าทำไปทีละนิดจะไม่รู้สึก ; ถ้าเป็นไปในทางที่ดีก็ดีไป ไม่รู้สึก, ถ้าเลวก็เลวไปไม่รู้สึก. เหมือนทีแรกเราเดินเท้าเปล่าไม่ได้, ปวด. แต่ถ้าเราขยันเดินไป มันก็เดินได้ทีหลัง ; หินขรุขระก็เดินได้ไม่ปวด เป็นไปในทางดี มันต่อต้านได้เอง. ดังนั้น ขอให้อดทนให้มีความดี ไปในทางดี คืออดทนให้มันดี ไปในทางดี. อย่าให้มันค่อย ๆ รุดไปในทางหน้าด้าน ไม่ละอาย, ไม่มีหิริโอตตัปปะ แม้เป็นผู้หญิงก็ไม่ละอายยังทำได้อย่างนั้น ; พวกผู้ชายก็ไปก้มหัวบูชาคนที่นุ่งผ้าน้อย, หรือคนไม่ละอายนั่น. นี่พวกวัยรุ่นผู้ชายต้องระวังให้ดี อย่าไปบูชาสิ่งชนิดนั้น ; มันจะเรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง, แล้วก็จะมีการเรียนที่เลว.

          วัยรุ่นผู้หญิงก็เหมือนกัน ก็ต้องระวังอย่างเดียวกัน ; คือจะต้องมีระเบียบวินัย มีกฎเกณฑ์อะไรเป็นหลัก, แล้วก็ประพฤติอย่างดีที่สุด. อย่าเพ่อแหกคอกแหกวินัยกฎระเบียบ ; ถ้าทำอะไรผิดระเบียบแล้ว จะต้องละอาย ให้รู้จักละอายให้มาก นี่เรียกว่าจิตใจมันยังอยู่ในความดี อยู่ในขอบเขตของความดี ; พอไม่ละอายต่อความผิด ก็ถือว่าเลวแล้ว เป็นผู้ชั่วไปแล้ว.

          นี่คือปัญหาวัยรุ่น ไม่ใช่อย่างอื่น ; อย่าไปหวังอย่างอื่น. เรื่องเล่าเรียน เรื่องไม่ได้เล่าเรียนนั้น มันไม่ใช่ปัญหา, ปัญหามันอยู่ที่ แม้มีที่เล่าเรียน มันก็เรียนไม่ได้ ; หรือเรียนได้อย่างเลว. บางคนก็ซัดไปว่า ไม่มีเงิน พ่อแม่จนเรียนไม่ได้ ไม่ได้เรียน ; นี่มันก็โง่ มันก็โกหกด้วย. เราไปเห็นคนที่พ่อแม่ไม่มีเงินเลย ไม่ได้ส่งเสียเลย เขายังเรียนกันได้จนสำเร็จ, และดีกว่าเด็กที่พ่อแม่เงินมากส่งเสียเสียอีก ; คือว่าเขา ตั้งต้นดี จนทุกคนเอ็นดูสงสาร ทำให้มีคนช่วย พระเณรช่วย เขาก็ได้เล่าเรียนดีเสียอีก ดีไปกว่าพวกแรก, ได้ผลดี โดยไม่ต้องใช้เงินมาก ใช้เงินน้อย หรือแทบจะไม่ได้ใช้เลย.

          คนที่ตั้งตนดี การเรียนของเขากลับดี ดีกว่าเด็กที่พ่อแม่มีเงินมาก ส่งเสริมมาก. เด็กที่เรียนไม่ดีแล้วยังหลอกต้มพ่อแม่สุกแล้วสุกอีก ; ในที่สุดมันก็เละเหลวพ่อแม่ก็เดือดร้อน. ไปเรียนในกรุงเทพฯ ก็หลอกพ่อแม่ตลอดเวลา, พ่อแม่ส่งเงินไปให้ถลุง เพราะท่านไม่รู้ ; การเรียนก็เลว. พ่อแม่ก็เกิดความลำบากเดือดร้อนเป็นหนี้เป็นสิน ; นี่เป็นอย่างนี้. ทีแรกก็รักพ่อแม่ ทำไม่ลง, มันทำไม่ลงในทันที ; แต่แล้ว มันค่อย ๆ ทำได้ทีละนิด ๆ ; มันไปคบเพื่อนชั่ว, มันทำได้ทีละนิด ๆ จนเรียกว่าทำอย่างต้มพ่อแม่สุกเปื่อยก็ทำได้, นี่เขาเรียกว่า ไม่บังคับตัวด้วย, เพราะไปคบเพื่อนชั่วด้วย, มันก็อย่างนี้เอง.

          นี่คือปัญหาวัยรุ่น ; ไม่ใช่ปัญหาไม่มี่เงิน หรือไม่มีที่เรียน ไม่มีการเรียน. ถ้าดีจริงจะต้องมีที่อยู่ที่เรียน มีโอกาสประพฤติตนเป็นคนดี, และจะต้องมีโอกาสช่วยได้. เดี๋ยวนี้เหลวไหล ก็ไปแก้ตัวว่า ไม่มีที่เรียน ไม่มีเงินเรียน ไม่มีใครช่วย ; ใครจะไปช่วยคนเลว ๆ แบบนั้น, เทวดาก็ไม่ช่วย, ผีก็ไม่ช่วย คนเลวแบบนั้น ; อย่าว่าแต่คนจะช่วย. เพราะฉะนั้น เราจะต้องทำตัวให้เป็นคนดี มนุษย์ก็เอ็นดูสงสาร ; แม้เทวดาถ้ามี ก็เอ็นดูสงสาร ; แม้แต่ผีซึ่งเป็นสัตว์ที่เลวมันก็ยังเห็นด้วย ว่าคนนี้ดี. มันยังจะเอาใจช่วยได้เหมือนกัน. เพราะฉะนั้นปัญหาวัยรุ่นนี้ มันอยู่ตรงที่ไม่ประพฤติดี นี้ไม่ใช่อยู่ที่ไม่มีอะไร หรือว่าบ้านเราไม่มีมหาวิทยาลัยพอ หรืออะไร.

          สรุปสั้น ๆ ปัญหาเรื่องวัยรุ่น คือบังคับตัวเองไม่ได้ ; นี่คือความล้มเหลวของวัยรุ่น คือบังคับตัวเองไม่ได้. จำแต่คำนี้คำเดียวไว้ก่อนว่า : มันบังคับตัวเองไม่ได้ ; บังคับตัวเองให้เป็นพรหมจารีที่ดีไม่ได้, บังคับให้เป็นนักเรียนที่ดีไม่ได้. บังคับตัวเองไม่ได้ เพราะเหตุอะไรบ้าง ก็มีหลายอย่าง :

          เช่น คบเพื่อนชั่ว ทำให้บังคับตัวเองไม่ได้ แล้วไม่พยายามจะบังคับ ; เพราะมันบังคับตัวเองไม่ได้ มันบังคับตัวเองให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ก็ไม่ได้, จะบังคับตัวเอง อย่าไปคบเพื่อนชั่ว มันก็บังคับไม่ได้. ลงได้บังคับจิตใจตัวเองก็ไม่ได้, คืออย่าทำเลว ก็บังคับไว้ไม่ได้, พออยากสูบบุหรี่ สูบ, อยากดูหนัง ดู, อยากไปทำอะไร ทำ, โดยไม่ต้องมีเหตุผลว่าควรหรือไม่ควร, ที่ถูก เราจะทำอะไร เราต้องมีเหตุผล, อยู่ในอำนาจของเหตุผลเสียก่อนว่าควรหรือไม่ควร. แต่ง่ายกว่านั้นคือ พ่อแม่นั้นดีที่สุด ; อย่าอวดดีว่าเราเข้าโรงเรียน เราเก่งกว่าพ่อแม่, พ่อแม่โง่. อย่านึกอย่างนั้นเป็นอันขาด ; ไปถามเถอะว่า อะไรควรทำไม่ควรทำ พ่อแม่จะบอกได้ดีที่สุด ; เพราะเขาเกิดก่อนเรามาก. อย่าดูถูกพ่อแม่ และอย่าถึงขนาดว่าต้มพ่อแม่ให้สุก.

          นี่ความสำคัญมันอยู่ที่ความเคารพบิดามารดา ครูบาอาจารย์ หรือคนที่ควรเคารพ ; มันก็เลยบังคับตัวเองได้. เมื่อบังคับตัวเองได้ ก็อยู่ในร่องในรอยของความดี ทั้งการเรียนก็ได้ดี ความประพฤติดี คนรักใคร่ เอ็นดูสงสารมาก ; เรียกว่าสังคมดี มันก็มีความเจริญ เท่านั้น.

          ขอให้ไปบังคับตัวเองให้ได้ เพื่อประโยชน์สัก ๔-๕ อย่างก็พอ : คือเพื่อให้เป็นบุตรที่ดีของบิดามารดาให้ได้ ให้ เป็นศิษย์ที่ดี ของครูบาอาจารย์ให้ได้, ให้เป็นเพื่อนที่ดี ของเพื่อนให้ได้, ให้เป็นพลเมืองที่ดี ของประเทศชาติให้ได้, ให้ เป็นพุทธบริษัท หรือพุทธมามกะ ที่ดีของพระพุทธเจ้าให้ได้. นี่เรียกว่า ๕ ดี เป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา, เป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์, เป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อนด้วยกัน, เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ, และเป็นพุทธมามกะ พุทธบริษัทที่ดีของศาสนาของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นถ้าเธอจำดี ทั้ง ๕ ดีนี้ไว้ได้ ; ปัญหาวัยรุ่นหมด ; แต่ว่าทั้งหมดนั้นมันขึ้นอยู่ที่บังคับตัวเอง.

          ถ้าบังคับตัวเองไม่ได้ มันจะดี ๕ อย่างนี้ไม่ได้, ถ้าบังคับตัวเองได้ มันจะดีได้ทั้ง ๕ อย่างนี้ : เป็นลูกที่ดี เป็นศิษย์ที่ดี เป็นเพื่อนที่ดี เป็นพลเมืองที่ดี เป็นพุทธมามกะที่ดี. เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดสนใจ ที่ว่าจะแก้ปัญหาของตัวในวัยรุ่นก็จงจำคำ ๕ คำนี้ ๕ ดีนี้ไว้ให้ได้ ; แล้วก็จำคำที่ว่า ได้หรือไม่ได้. มันอยู่ที่การบังคับตัวเองได้หรือไม่ได้. ถ้าบังคับตัวเองได้ มันก็ต้องดี, บังคับไม่ได้ มันก็ดีไปไม่ได้.

          ขอให้สนใจใน ๕ อย่างนี้ ให้มากเป็นพิเศษ, ถามตัวเองอยู่อย่าง โดยตรงไปตรงมา ไม่ลำเอียงว่า : เราเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่หรือยัง ? ต้องถามด้วยความซื่อตรง, ต้องตอบด้วยความซื่อตรง. เราอยู่คนเดียวไม่ต้องมีใครได้ยิน กูเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่หรือยัง ? ถ้ามันเลวข้อไหนก็เขกหัวมันเข้า. บุตรที่เลวคือว่าเหลวไหลในการเรียน, ขี้เกียจในการเรียน ; ก็เขกหัวมันได้, เป็นเจ้าชู้ตั้งแต่เล็ก ก็เขกหัวมันเข้า, ใช้เงินของพ่อแม่ ที่ได้มาด้วยเหงื่อไคลนั้นเปลือง ไม่เห็นใจไม่สงสาร ก็เขกหัวมันเข้า. ตัวหาเงินยังไม่ได้ก็ไปใช้สุรุ่ยสุร่าย. เรื่องการสูบบุหรี่ เรื่องดูหนังนี่ ตัวหาเงินยังไม่ได้ ; แต่ก็ใช้เงินของพ่อแม่ ที่หามาด้วยเหงื่อไคล ; อย่างนี้มันใช้ไม่ได้.

          ทดสอบอย่างนี้ : เราเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่หรือยัง ? เราเป็นศิษย์ที่ดี ; ของครูบาอาจารย์หรือยัง ? รู้ได้ง่าย ๆ เดี๋ยวนี้ที่นี่ แม้ในห้องเรียน ในอะไรก็รู้ได้ ; เป็นผู้ซื่อตรงต่อระเบียบวินัย คำสั่ง การบังคับบัญชา เป็นศิษย์ที่ดี. นี่โดยมากยังรวมหัวกันเพื่อแอนตี้ครูบาอาจารย์ก็มี, เรียกครูบาอาจารย์ว่าไอ้ ว่าอีก็มี,พอโกรธขึ้นมามันก็ลำบากกันไปหมด ; ยิ่งครูอาจารย์เป็นหญิงด้วย นักเรียนเป็นผู้ชายอย่างนี้ มันยากที่จะดีได้ ; เพราะฉะนั้นต้องระวัง เมื่อปัญหามันมีขึ้นมา.

          ทีนี้เป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อน ถ้าเป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อน มันชกต่อยกันไม่ได้ นี่ยังมีด่า มีตี มีชกมีต่อย อะไรกันอยู่ก็พิสูจน์อยู่ในตัวแล้ว ; ยังยิ่งมีมึง ๆ กู ๆ กันอยู่ก็เป็นเพื่อนดีต่อกันไม่ได้.

          นี่เรื่องของเด็ก ๆ : เป็นลูกที่ดี เป็นศิษย์ที่ดี เป็นเพื่อนที่ดี ; ทีนี้พอโตหน่อยมันยังเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ เป็นพุทธมามกะที่ดีของพระพุทธศาสนาด้วย แล้วจึงค่อยศึกษาต่อไป.

          ขอให้ถือว่าปัญหาวัยรุ่นนี้แก้ได้ ด้วยการดี ๆ สัก ๕ อย่างนี้ : ลูกที่ดี ศิษย์ที่ดี เพื่อนที่ดี พลเมืองที่ดี พุทธมามกะที่ดี ; นี่ได้เพียง ๕ อย่างนี้ แก้ปัญหาวัยรุ่นทั้งหมดได้เลย. ผิดจากนี้เป็นอันธพาล, เป็นวัยรุ่นอันธพาล. ดีทั้ง ๕ อย่างนี้ ได้มาโดยการบังคับตัวเอง อดกลั้นอดทน บังคับตัวเอง ; มีสัจจะ จริงใจ ที่จะทำให้ดี, มีทมะ บังคับตัวเองทำให้ดี, มีขันติ อดทนเมื่อจะต้องอดทน ; การทำดีมันต้องทน ไม่มีการทำดีที่ไหนที่ไม่ต้องทน ยิ่งดีมากยิ่งต้องทนมาก, มีจาคะ ละสิ่งเลว ๆ สิ่งใด ละออกไป, สิ่งใดเลว ละออกไป นี่เรียกว่า จาคะ คือละ ; ก็เป็นคนดีได้ตามความปรารถนา.

          ปัญหาวัยรุ่นหมดไป เพราะดี ๕ ดีนี้. ทำได้ด้วยมีความจริงใจ คือมีสัจจะ บังคับตัวเอง คือมีทมะ มีความอดทน คือมีขันติ สละความชั่ว คือมีจาคะ. นี่พระพุทธเจ้าสอน สำเร็จอยู่ที่การบังคับตัวเอง คืออดทนนั่นแหละ, นอกนั้นมันแวดล้อมความบังคับตัวเอง, สำเร็จอยู่ที่การบังคับตัวเอง.

          ถ้าเราไม่มีจริงใจ เราก็ไม่บังคับตัวเอง, เราไม่อดทน เราก็บังคับอยู่ไม่ได้. เราไม่สละความชั่วเสียบ้าง เราก็บังคับไม่ไหว, มันกดดันสูงมากไป. ดังนั้นขอให้มี สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ บังคับตัวเองให้ได้, ให้เป็นคนดี ๕ ประการ. ปัญหาวัยรุ่นหมดจะมีการเรียนก็ดี ความประพฤติก็ดี สังคมก็ดี ; คนทุกคนจะรักจะเอ็นดู ผีสางเทวดา ถ้ามีก็เอ็นดู, ไม่มีก็แล้วไป, ถ้ามีก็จะเอ็นดูแก่คนเด็ก ๆ ชนิดนี้.

          การที่ขอร้องให้พูดเรื่องเกี่ยวกับปัญหาของคนวัยรุ่นก็พูด อย่างนี้, แล้วก็พูดตรง ๆ อย่างนี้ ไม่ต้องเสียเวลาอ้อมค้อม แล้วก็ ไม่ได้พูดระบุเฉพาะพวกเธอที่นั่งอยู่ที่นี่ ระบุวัยรุ่นทั้งโลกเลย ไม่ใช่แต่ประเทศไทย มีปัญหาอย่างเดียวกันหมด. โลกกำลังจะล่มจมเพราะว่าวัยรุ่นเป็นอันธพาลมากขึ้น, โลกทั้งโลกกำลังจะล่มจม เพราะ ว่าวัยรุ่นเป็นอันธพาลมากขึ้น ในประเทศเราก็เหมือนกัน ประเทศอื่นก็เหมือนกัน เมื่อมันเกิดแบ่งแยกกันเป็น ๒ พวกอย่างนี้แล้ว ; เราอยู่ฝ่ายนี้เถอะ อยู่ฝ่ายที่พระพุทธเจ้าแนะนำนี้ อยู่ฝ่ายดี ; อย่าไปอยู่ฝ่ายที่บาปหรือกิเลส หรือผีหรือพญามารมาแนะนำเลย.

          ก็เป็นอันว่า ได้พูดโดยหัวข้อเกี่ยวกับ ความรอดตัวของวัยรุ่น อย่างครบถ้วนโดยหัวข้อ โดยแนวสังเขป, รายละเอียดก็ไปคิดเอาเองได้ไม่ยาก ; ถ้าไม่ลืมหัวข้อเหล่านี้เสีย. ถ้าลืมหัวข้อเหล่านี้เสีย ก็เป็นอันเลิกกัน.
กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org

พยายามทะลุเปลือกเข้าถึงหัวใจศาสนาให้ได้ โดย พุทธทาสภิกขุ

 "พุทธศาสตร์ พุทธะ แปลว่า ตื่น พุทธศาสตร์จึงเป็นศาสตร์ของคนตื่น, ไสยศาสตร์เป็นศาสตร์ของคนหลับ"
 
พยายามทะลุเปลือกเข้าถึงหัวใจศาสนาให้ได้
โดย พุทธทาสภิกขุ


         เราจะต้องเข้าถึงหัวใจแห่งศาสนา ก็เพราะว่ามันมีเปลือกนอกหุ้มอยู่; กล้าพูดว่าศาสนาทุกศาสนามีเปลือกหรือมีเนื้องอกที่เกิดขึ้นหุ้มห่อศาสนานั้น ๆ, ส่วนที่เป็นหัวใจจึงอยู่เป็นส่วนที่ลึก เข้าใจได้ยาก มันจำเป็นที่จะต้องมีเปลือก. อย่าไปเสียใจเลย เรื่องพิธีรีตอง เรื่องลัทธิประกอบข้างนอก ซึ่งเป็นเปลือกนั้นมันต้องมีศาสนาตั้งอยู่ได้ก็เพราะเปลือก. นี่พูดแล้วคล้าย ๆ กับว่า มันตรงกันข้าม ดูตั้งแต่ว่าผลไม้ ผลไม้ ผลไม้แต่ละชนิดต้องมีเปลือก; ถ้าไม่มีเปลือกมันเป็นผลไม้ไม่ได้, เนื้อในมันก็เสียหายหมดกินไม่ได้. ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า เมื่อต้นไม้มันจะออกผลนี้ มันต้องออกเปลือกก่อนเสมอแหละ, มันตั้งต้นเป็นเปลือกเล็ก ๆ ขึ้นมา แล้วก็ค่อย ๆ เจริญเติบโตขยายใหญ่ แล้วมีเนื้อในเพิ่มขึ้นทีหลัง, นี่มันรู้จักออกเปลือกก่อน เพื่อจะคุ้มครองเนื้อใน, มันต้องมีเปลือกจำเป็นที่จะต้องมีเปลือก, ไม่มีเปลือกมันมีเนื้อในไม่ได้.
          ศาสนา ที่อยู่มาได้นี้ ก็เพราะว่ามีเปลือก คือพิธีต่าง ๆ อะไรต่าง ๆ ที่ค่อนข้างดูแล้วมันก็เป็นความงมงาย, หรือเป็นความเชื่ออย่างงมงาย มันก็เป็นเปลือก ที่มันจะห่อหุ้มสติปัญญาอันลึกซึ้งไว้. เราจะต้องค่อย ๆ ทำลายเปลือกเข้าไป ๆ ให้ถึงเนื้อในซึ่งเป็นหัวใจแห่งศาสนาของตน ๆ; ไม่ใช่จะดูหมิ่นสบประมาทอะไร ในการที่จะพูดว่า ทุกศาสนามีเปลือกกำลังมี เปลือกหุ้มห่อ, และถ้าสาวกในชั้นหลังเปลี่ยนแปลงหนักเข้าก็สร้างเปลือกให้ศาสนาตนเองมากเข้า ๆ จนย้อนกลับไปสู่ ระดับไสยศาสตร์, ไสยะ แปลว่า หลับ, ไสยศาสตร์เป็นความรู้ของคนหลับ.
          พุทธ ศาสตร์ พุทธะ แปลว่า ตื่น พุทธศาสตร์จึงเป็นศาสตร์ของคนตื่น, ไสยศาสตร์เป็นศาสตร์ของคนหลับ; แต่แล้วมันก็ ทิ้งกันไม่ได้ ไสยศาสตร์มันก็เป็นเปลือกคือความเชื่อตามธรรมดาสามัญของคนที่ไม่มีความรู้ อะไร, มันก็ต้องมีความเชื่อ มีความอยากจะเอาตัวรอด ก็ต้องยึดถือชั้นเปลือก ๆ ไปก่อน แล้วก็ค่อย ๆ เข้าถึงชั้นใน, ไสยศาสตร์จึงคู่กันมากับพุทธศาสตร์.
          ไม่ ว่าในของศาสนาไหน ประชาชนโดยทั่วไปก็ต้องมีลักษณะเป็นคนหลับ ถือไสยศาสตร์, โดยเฉพาะอย่างยิ่งหวังพึ่งปัจจัยภายนอก. ดังนั้นถ้าศาสนาไหนเกิดขึ้นมา สอนให้พึ่งปัจจัยภายนอกก็ได้เปรียบ สอนง่ายเข้าใจกันได้ง่าย รับถือกันได้โดยง่าย; แต่ในที่สุดมันดับทุกข์สิ้นเชิงไม่ได้, มันก็ต้องเลื่อนชั้นเป็นศาสนาตื่นมีสติปัญญาสามารถจะขจัดปัญหาอันละเอียดอัน สุขุมของโมหะของอวิชชา.
          เป็น อันว่า เรื่องมีเปลือกนี้จำเป็นที่จะต้องมี เหมือนกับว่าผลไม้ถ้าไม่มีเปลือก เนื้อในมันก็อยู่ไม่ได้; แต่เรากินเปลือกนั้นกินไม่ได้, แล้วมันต้องรู้จักแกะเปลือกออกไป เข้าถึงเนื้อในแห่งผลไม้. พระศาสนานี้ก็เหมือนกัน ควรจะเข้าถึงหัวใจกันให้ได้ ว่าความไม่เห็นแก่ตัว. ความเห็นแก่ตัวนั้นไม่ต้องสอน มันมาจากสัญชาตญาณที่ควบคุมไม่ได้, มันเตลิดเป็นธรรมชาติฝ่ายต่ำ มันก็เห็นแก่ตัว ปัญหามันก็เกิดขึ้น มีความทุกข์ทรมาน. เมื่อเกิดความทุกข์ทรมานก็เท่ากับเป็นการลงโทษ, เมื่อรับโทษหนักเข้า ๆ รับโทษนั่นแหละหนักเข้า ๆ คือมีความทุกข์มากเข้า ๆ มันก็รู้สึกได้เองว่านี่เป็นความทุกข์, มันจึงหันไปหาสภาพที่ตรงกันข้าม คือนึกถึงความดับทุกข์. นี่เรียกว่า มีความทุกข์ถึงที่สุดแล้ว ก็จะเหลียวหาเครื่องดับทุกข์ เป็นที่พึ่งเพื่อดับทุกข์โดยสิ้นเชิง, ศรัทธาเปลี่ยนจากความงมงายนั้นไปหาสิ่งที่จะดับทุกข์ได้จริง.
          ฉะนั้น ตามหลักปฏิจจสมุปบาท สูตรที่สมบูรณ์นั้นกล่าวศรัทธาต่อท้ายจากความทุกข์; ปฏิบัติส่วนสมุทยวารกล่าวถึงความทุกข์เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว ก็กลับขึ้นรอบใหม่, ก็มีศรัทธา คิดจะดับทุกข์ จึงแสวงหา, ไปหาสัตตบุรุษคบสัตตบุรุษ ปฏิบัติตามสัตตบุรุษ, จนกระทั่งรู้จักเรื่องมรรค ผล นิพพาน. ฉะนั้นความทุกข์นั่นเองบีบบังคับคนเรา ให้ทนอยู่ไม่ ได้ต้องเปลี่ยน, ก็เปลี่ยนจากความทุกข์ ก็มามีศรัทธา, แล้วตั้งต้นกันใหม่ในสิ่งที่จะดับทุกข์ได้. ก่อนนี้เป็นศรัทธางมงายของอวิชชา, เดี๋ยวนี้เปลี่ยนมาเป็นศรัทธาของสติปัญญา, มีสติปัญญาแล้ว จึงศรัทธา ก็สามารถที่จะเดินไปในทางที่ถูกต้อง เพื่อจะดับทุกข์ได้. 
          นี่ เห็นไหมว่า เราจะต้องเจาะเปลือก, เราจะต้องปอกเปลือก จะต้องเจาะเปลือก เพื่อเข้าถึงเนื้อใน ถึงหัวใจแห่งพระศาสนาที่จะช่วยได้, ก็ให้อภัยกันได้ ที่ว่าศาสนามันต่าง ๆ กัน. จำเป็นที่จะต้องมีศาสนาต่าง ๆ กัน เพราะว่ามนุษย์มันมี หลายชนิดมีหลายชั้น, เรียกว่ามีภูมิหลังต่างกันคือมีวัฒนธรรมเป็นภูมิหลังของชีวิตต่างกัน; ฉะนั้นเขาจะต้องเลือกหาศาสนาที่เหมาะสมกับภูมิหลังแห่งชีวิตของเขา; ดังนั้นจึงมีศาสนาต่าง ๆ ต่าง ๆ เรียกว่ามากพอที่จะให้เลือกครบทุกระดับแห่งมนุษย์ที่มีชีวิต คือมีภูมิหลังต่าง ๆ กัน. นี้เราจึงจำเป็นจะต้องมีศาสนาต่างกัน แต่แล้วเราจะมาทะเลาะวิวาทกันไม่ได้, เราต้องเข้าถึงหัวใจของศาสนาทุกศาสนา ซึ่งจะกำจัดความเห็นแก่ตัว.
          การเรียนของเรา ก็ต้องเรียนให้รู้หัวใจของศาสนา, การรู้ของเราก็ต้องรู้หัวใจของศาสนา, การปฏิบัติก็ต้องปฏิบัติให้ถึงหัวใจของศาสนา, การได้รับผลของการปฏิบัติก็ต้องเข้าถึงหัวใจ ชั้นที่เป็นผลของการปฏิบัติ. นี่เรียกว่าต้องเข้าถึงหัวใจของศาสนา. ศาสนาอื่นต่างออกไป ก็มีหลักเกณฑ์ที่ต่างออกไป ไปศึกษาได้. ในที่นี้จะบรรยายระบุเฉพาะพุทธศาสนา ให้เข้าถึงหัวใจของศาสนาแต่ละศาสนาแล้วก็จะสำเร็จประโยชน์.
          พระศาสดาเป็นผู้เปิดเผยพระศาสนา, ศาสนาเกิดขึ้นเพราะการเปิดเผยของพระศาสดา. ชนทั้งหลายเป็นศาสนิกคือเป็นผู้ ฟังและปฏิบัติตาม, ศาสนามีความสัมพันธ์กันอย่างยิ่งระหว่างพระศาสดากับศาสนาและศาสนิกแห่งศาสนา นั้น ๆ, เป็นหน้าที่ของศาสนิกแห่งศาสนานั้น ๆ จะต้องเข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตน ๆ.
*******
กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org

รู้จักความจริงของธรรมชาติ โดย พุทธทาสภิกขุ

 "เมื่อเราทำหน้าที่ตามธรรมชาติถูกต้องแล้ว ก็ได้รับผลเป็นที่พอใจ คือไม่ต้องเป็นทุกข์"
 
รู้จักความจริงของธรรมชาติ
โดย พุทธทาสภิกขุ 

       วิทยาศาสตร์ใน ที่นี้หมายถึงความจริงของธรรมชาติ, ตามธรรมชาติ, ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ. เดี๋ยวนี้ก็อยากจะพูดถึงเค้าเงื่อนของธรรมชาติ ว่าเราพิจารณาดูแล้วเห็นเรื่องทุกเรื่องเป็นเรื่องของธรรมชาติ, ในหลักของพุทธศาสนาจะเรียกว่าธรรมชาติเสมอกันหมด ไม่มีอะไรมากไปกว่าธรรมชาติ. การศึกษาใหม่ ๆ การศึกษาฝรั่งก็ดี ที่มีคำว่า super natural เหนือธรรมชาติ หรือผิดธรรมชาตินั้นน่ะ เป็นคำพูดที่ไม่มีในพุทธศาสนา, ในพุทธศาสนาไม่มีคำว่า เหนือธรรมชาติหรือผิดจากธรรมชาติ
          มันจะเป็นธรรมชาติไปหมด. นี่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในโลก ยังไม่ทันพุทธศาสนา เพราะว่าคำวิทยาศาสตร์ที่ใช้กันอยู่ในโลก มันยังมีคำว่า super natural คือเหนือธรรมชาติ; แต่หลักพุทธศาสนาไม่มีอะไรที่จะเหนือธรรมชาติ หรือผิดจากธรรมชาติ เป็นธรรมชาติไปหมด.
          รู้จักธรรมชาติที่มีอยู่ตามธรรมชาติ, รู้จักตัวของธรรมชาติ จะเป็นร่างกายก็ได้ เป็นจิตใจก็ได้ เป็นความรู้สึกคิดนึก เป็นการกระทำอะไรก็ได้ มันเป็นธรรมชาติ, แล้วมันก็มีกฎของธรรมชาติ บังคับให้เป็นไป, แล้วมันก็มีหน้าที่ที่จะต้องทำตามกฎนั้น ๆ, แล้วก็ได้รับผลจากการกระทำนั้น ๆ.
          เช่น คนคนหนึ่งมีเนื้อหนัง ร่างกาย กระดูก โลหิต อะไรต่าง ๆ ทั้งหมดนี้คือ ธรรมชาติ จะเรียกว่าประกอบอยู่ด้วยธาตุ ๔ ก็ได้, หรือจะประกอบอยู่ด้วยธาตุอะไรก็แล้วแต่จะเรียกด้วยวิชาอะไร; แต่ว่ามันเป็นธรรมชาติ มีมาตามธรรมชาติ สืบต่อกันมาตามธรรมชาติ เป็นตัวธรรมชาติ.
          ทีนี้ในตัวธรรมชาติ ในตัวธรรมชาตินี้ มันมีกฎของธรรมชาติบังคับอยู่ มันจึงเปลี่ยนแปลง; เช่นเนื้อหนังของเรา เจริญเติบโตได้ เป็นผู้ใหญ่ได้ เป็นของขับถ่ายออกได้ เป็นของเกิดใหม่ได้ เป็นของสะสมไว้ได้ นี่กฎของธรรมชาติทำให้เป็นอย่างนี้ ในตัวเรามีทั้งธรรมชาติ เป็นทั้งธรรมชาติ และมีกฎของธรรมชาติ.
          แล้วเราก็มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติ นับตั้งแต่ว่าเราต้องกินอาหารต้องถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะ ต้องบริหารร่างกายให้ถูกต้อง มันจึงจะไม่ตายมันอยู่ได้; ถ้ามันมีความทุกข์เกิดมาจากอะไร ก็ต้องบริหารให้ถูกต้อง, ความทุกข์เกิดมาจากกิเลสตัวไหนข้อไหน ก็ต้องละกิเลสตัวนั้นข้อนั้น แล้วก็ไม่มีความทุกข์;
          นี้ก็กฎของธรรมชาติ. กิเลสเกิดขึ้นมา เพราะความไม่รู้ความโง่ของมนุษย์นั้นเอง, ความโง่ของมนุษย์นั้นเอง ปรุงให้เกิดสิ่งที่เรียกว่ากิเลส แล้วสิ่งที่เรียกว่ากิเลสก็บังคับให้ทำไปผิด ๆ แล้วก็เดือดร้อนเป็นทุกข์ ทั้งตัวเองและผู้อื่น. ถ้าศึกษาเรื่องนี้ดี รู้อย่างเพียงพอแล้ว กิเลสเกิดไม่ได้ คือโง่ไม่ได้นั่นเอง. เมื่อโง่ไม่ได้มันก็ไม่มีกิเลสเกิด มันก็ไม่มีทำอะไรผิด, แล้วมันก็ไม่มีปัญหา มันไม่มีความทุกข์.
          เมื่อเราทำหน้าที่ตามธรรมชาติถูกต้องแล้ว ก็ได้รับผลเป็นที่พอใจ คือไม่ต้องเป็นทุกข์. มนุษย์เป็นอย่างนี้ มนุษย์เป็นอย่างนี้, แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็เป็นอย่างนี้, แม้แต่สุนัขตัวหนึ่งนี้, ทั้งหมดนั้นมันก็เป็นธรรมชาติ มันเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ ทุกอณูทุกปรมาณู ที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกายของมัน มันเลยมีหน้าที่ตามแบบของมัน : จะต้องกินอาหาร จะต้องถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ, จะต้องบริหารอย่างนั้นอย่างนี้ตามกฎของธรรมชาติ มันรอดชีวิตอยู่ได้ มันได้รับผลจากการปฏิบัติถูกต้องตามหน้าที่ของธรรมชาติ.
          ต้นไม้ต้นไล่นี้ก็เหมือนกัน มันมีตัวธรรมชาติ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นต้นไม้, จะเป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุอะไรก็แล้วแต่จะเรียกตามภาษาอะไร วิชาแขนงไหน. ต้นไม้แต่ละต้นทั้งต้นนี้มันเป็นธรรมชาติ, แล้วมัน มีกฎของธรรมชาติบังคับอยู่ ทุก ๆ ปรมาณู มันต้องเปลี่ยนไปทุก ๆ ปรมาณู ตามกฎของธรรมชาติ. ดังนั้นต้นไม้จึงมีหน้าที่ ที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ; เช่นว่ามันจะต้องดูดน้ำขึ้นไป ดูดแร่ธาตุขึ้นไป เมื่อมีแสงแดด มันก็ปรุงให้เป็นอาหารทางใบส่งกลับมาเลี้ยงลำต้นงอกงาม แล้วมันก็รอดอยู่ได้ เพราะมันปฏิบัติถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ.
          ฉะนั้นเราจึงพูดว่า สิ่งที่มีชีวิตในระดับมนุษย์ก็ดี ในระดับสัตว์เดรัจฉานก็ดี ในระดับต้นไม้ต้นไล่ก็ดี อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์อันนี้, เพราะมันเป็นตัวธรรมชาติ, ได้, แล้วมันถูกควบคุมอยู่ด้วยกฎของธรรมชาติทุก ๆ ปรมาณู. นี่จะเรียกว่าเป็นสิ่งสูงสุด กฎของธรรมชาติเป็นสิ่งสูงสุด เข้าไปควบคุมอยู่ในทุก ๆ ปรมาณู ที่ประกอบกันขึ้นเป็นโลก; แม้แต่ในกองอุจจาระกฎของธรรมชาติก็เข้าไปควบคุมกองอุจจาระ ให้เปลี่ยนแปลงกลายเป็นอย่างอื่นไปได้, กลายเป็นอาหารของหนอน กลายเป็นอาหารของแมลงอะไรไปได้. นี่เรียกว่าไปควบคุมอยู่ทุก ๆ ปรมาณู ที่ประกอบกันขึ้นเป็นโลก, นี้เราเรียกว่ากฎของธรรมชาติ ใครจะเรียกว่าพระเจ้า หรือใครจะเรียกอะไรก็สุดแท้ ไม่มีใครห้าม. แต่สำหรับพุทธบริษัทก็เรียกว่า กฎของธรรมชาติ ควบคุมสิงสถิตอยู่ในทุก ๆ ปรมาณู ของสิ่งที่ประกอบกันขึ้นเป็นสากลจักรวาล, สากลจักรวาลจะมีกี่ปรมาณู กี่อะตอม จะมีกฎของธรรมชาติเข้าไปควบคุมอยู่ทุก ๆ ปรมาณู แล้วมันก็เป็นไปตามกฎนั้น.
          ฉะนั้นสิ่งใดจะมีชีวิตรอด สิ่งนั้นต้องประพฤติให้ถูกต้องตามกฎอันนั้น คือให้ถูกต้อง; อย่างกฎวิทยาศาสตร์ที่ว่า The fittest the survival, the fittest the survival - สิ่งใดเหมาะสมสิ่งนั้นจะรอดอยู่. นี่มันจะต้องมีการประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามกฎของธรรมชาติ ที่ควบคุมอยู่ในทุก ๆ ปรมาณู ของสิ่งที่ประกอบกันขึ้นเป็นจักรวาลนี้. แม้แต่ก้อนหินนี่ ไม่มีชีวิตนี้ มันก็ยังเป็นธรรมชาติ มีกฎของธรรมชาติควบคุมอยู่ทุกปรมาณู ให้ทุก ๆ ปรมาณูของก้อนหินนี้เปลี่ยนไปตามกฎเกณฑ์อันนั้น, และในที่สุดมันจะเป็นอย่างอื่น หรือมันจะเป็นอย่างไรก็สุดแท้ เพราะมันจะเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ.
          นี้คือความเป็นวิทยาศาสตร์ ตามหลักแห่งพุทธศาสนา ซึ่งอาตมาได้กล่าวแล้วว่า พุทธศาสนานี้เป็นศาสนาประเภท evolutionist ไม่มีเค้าเงื่อนแห่ง creationist เหลืออยู่เลย; แต่การที่คนจะถือไขว้เขวกันนั้น มันห้ามไม่ได้มันแล้วแต่คน. แต่ถ้าถือหลักพุทธศาสนาโดยตรง โดยถูกต้องแล้วมันจะมีลักษณะเป็น evolutionist เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ตามกฎของอิทัปปัจจยตา, แล้วก็สามารถที่จะใช้กฎเกณฑ์อันนี้ทำอะไรได้
          สร้างนั่นสร้างนี่ขึ้นมาได้ โดยถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ, สามารถที่จะสร้างอะไรขึ้นมาได้ สามารถที่จะเลิกร้างอะไรก็ได้ เพราะทำถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ.
          ขอให้เรามองดูส่วนลึกที่สุด ของสิ่งที่เรียกว่าความจริง ๆ, ความจริงของธรรมชาติ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของวิชาวิทยาศาสตร์ สำหรับจะค้นคว้า สำหรับจะรู้ สำหรับจะบัญญัติแต่งตั้งกฎเกณฑ์อะไรต่าง ๆ; เป็นสิ่งที่ว่าเป็นใจกลาง เป็นแกนกลางของสากลจักรวาล สากลจักรวาล ของ cosmos, มันยิ่งกว่า ยิ่งกว่าทุกโลกอีกของสากลจักรวาล ทุก ๆ จักรวาลรวมกันเป็นนี่, ไม่ใช่เพียงแต่ระหว่างชาตินะ มันระหว่างจักรวาล ประกอบอยู่ด้วยกฎเกณฑ์อันนี้, แล้วจะอยู่เป็นใจกลาง สำหรับที่ใครจะศึกษาให้รู้ แล้วก็ปฏิบัติ แล้วก็ได้รับผลตามที่ตนต้องการ; จึงถือโอกาสว่า พูดในวันที่ว่ามันจะขึ้นปีใหม่ ขอให้ความรู้ของเราก้าวหน้า ๆ ก้าวหน้า ไปตามคำว่า ปีใหม่ ๆ ปีใหม่เรื่อย ๆ ไป, แล้วมันจะถึงความสมบูรณ์เข้าสักวันหนึ่ง ถูกต้องตามความจริงทั้งหมดทั้งสิ้น, แล้วมนุษย์ก็จะหมดปัญหา. มนุษย์ก็จะถือความจริงข้อเดียวกัน, ความจริงสิ่งเดียวกันแล้วก็จะรักใครกัน เป็นมนุษย์คนเดียวกันทั้งสากลจักรวาล.
          เดี๋ยวนี้ยังเป็นไปไม่ได้ แม้แต่ในประเทศไทยนิดเดียวก็ยังรักกันไม่ได้; เว้นไว้แต่เมื่อไรเราจะเข้าถึงความจริงอันสูงสุดของสากลจักรวาล, แล้วทุกคนจะยอมปฏิบัติ เป็นสมาชิกของสากลจักรวาลเดียว, จะรักใคร่กัน จะเลิกเบียดเบียนกัน เลิกรบราฆ่าฟันกัน เลิกแย่งชิงกัน เลิกเอาเปรียบกัน อย่างที่กำลังกระทำอยู่บัดนี้; เพราะมันมีตัวกู มีของกู เกิดมาจากความโง่ของตน เห็นแก่ตน มีความเห็นแก่ตน.
          เดี๋ยวนี้เพียงแต่ทุก ๆ ศาสนา ช่วยกันทำลายความเห็นแก่ตนของมนุษย์ให้หมดไป ก็นับว่าประเสริฐที่สุดแล้ว แล้วก็เป็นหน้าที่ด้วย. ไปศึกษาดูให้ดี โดยประวัติความเป็นมาของแต่ละศาสนา ดูจะตั้งต้นขึ้นมาจากปัญหาที่เกิดมาจากความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ทั้งนั้น คือมนุษย์ไม่รักกัน แล้วก็เดือดร้อนกันไปหมด, หรือว่าเห็นแก่ตัวยึดถือตัวก็กลัวตาย อย่างนี้เป็นต้น มันก็เดือดร้อนเป็นทุกข์ส่วนตัว. นี่เห็นแก่ตัว เบียดเบียนผู้อื่น มันก็เป็นความทุกข์ส่วนสังคม, ความทุกข์ส่วนตัวหรือความทุกข์ส่วนสังคม มันเกิดมาแต่ความเห็นแก่ตัว; เป็นหน้าที่ของแต่ละศาสนา จะต้องช่วยกันกำจัด, แล้วศาสนาก็อย่ามาเห็นแก่ตัวเสียเอง จนเกิดการขัดแย้ง กระทบกระทั่ง ทะเลาะวิวาทระหว่างศาสนาเลย.
*******
กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org

วันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ทางเดินของชีวิต โดย พุทธทาสภิกขุ

"โลกทุกวันนี้ มีอะไรๆ มากเกินไป ในทางที่จะผูกพันชีวิตนี้ ให้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของสิ่งที่บีบคั้นเผาลน เผลอไปเพียงนิดเดียว ก็จักลื่นไถลลงไปในกองเพลิง ชนิดที่ยากที่จะถอนตัวออกมาได้ "

ทางเดินของชีวิต

โดย พุทธทาสภิกขุ 

 

        ชีวิตคนเรานั้น แท้จริงคือ การเดินทางชนิดหนึ่ง ซึ่งเดินจากความเต็มไปด้วยความทุกข์ ไปยัง ที่สุดจบสิ้นของความทุกข์ ที่ตนเคยผ่านมาแล้วนั่นเอง ไม่รู้ว่า ผู้นั้นจะทราบหรือไม่ทราบ รู้สึกหรือไม่รู้สึก ชีวิตก็ยังคงเป็น การเดินทาง เรื่อยอยู่นั่นเอง เมื่อเดินไป ทั้งไม่ทราบ ก็ย่อมมีความระหกระเหิน บอบช้ำเป็นธรรมดาการเดินทางของชีวิตนี้ มิใช่เป็น การเดินทางด้วยเท้า ทางของชีวิต จึงมิใช่ ทางที่จะเดินได้ด้วยเท้า อีกเช่นเดียวกันบัณฑิตทั้งหลายในกาลก่อน ได้พากันสนใจใน "ทางชีวิต" กันมากเป็นพิเศษ ใฐานะที่เป็นทางของจิต อันจะวิวัฒน์ไปในทางสูง 
       ซึ่งจะไปได้สูงกว่าทางวัตถุหรือทางกาย อย่างที่จะเทียบกันไม่ได้เลย สิ่งที่เรียกกันว่า ทางๆ นั้น แม้จะมีสายเดียว ก็จริง ตามธรรมดา ต้องประกอบอยู่ด้วย องค์คุณหลายประการเสมอ ทางเดินเท้าทางไกลแรมเดือนสายหนึ่ง จะต้องประกอบด้วย สะพาน  ร่มเงา ที่พักอาศัยระหว่างทาง การอารักขาคุ้มครองในระหว่างทาง การหาอาหารได้เสมอไปในระหว่างทาง ฯลฯ ดังนี้เป็นต้น ฉันใด ทางชีวิตแม้จะสายเดียวดิ่งไปสู่ความพ้นทุกข์ก็จริง แต่ก็ต้องประกอบไปด้วย องค์คุณหลายประการ ฉันนั้นศาสนา เป็นองค์คุณอันสำคัญ 
      โดยช่วยให้ชีวิตนี้ มีความสดชื่น เยือกเย็น พอที่จะเป็นอยู่ ไม่ร้อนเป็นไฟ เช่นเดียวกับน้ำ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงพฤกษาชาติ ให้สดชื่น งอกงาม ตลอดเวลา ฉันใดฉันนั้นปรัชญา เป็นองค์คุณที่ช่วยให้เกิดอุดมคติ อันมีกำลังแรง ในการที่จะกระตุ้นให้ปฏิบัติตามศาสนา หรือหน้าที่อื่นๆ ทำให้เกิดความเชื่อ ความเพียร และคุณธรรมอื่นๆ ที่เป็นตัวกำลังสำคัญด้วยกันทั้งนั้นอย่างมากพอ ที่จะไม่เกิดการท้อถอย หรือ โลเล หรือหันหลังกลับ โดยสรุปก็คือ ช่วยให้มีความเป็นนักปราชญ์ หรือ มีปัญญา เครื่องดำเนินตน ไปจนลุถึงปลายทางที่ตนประสงค์วิทยาศาสตร์ ช่วยให้เป็น ผู้รู้จักเหตุผล ให้รู้จัก ใช้เหตุผล และให้อยู่ในอำนาจ แห่งเหตุผล เพื่อให้ชีวิตนี้ ไม่หลับหูหลับตา เดินไปอย่าง โง่เง่า งมงาย ซึ่งจะทำให้ เดินไม่ถึง หรือถึงช้า และไม่ได้รับผลเป็นที่พอใจศิลปะ โดยเฉพาะก็คือ ศิลปะแห่งการครองชีวิต หรือ การบังคับตัวเองได้ ช่วยให้ชีวิตนี้ ดูแจ่มใสงดงามน่าชื่นใจน่ารักใคร่ นำมาซึ่งความเพลิดเพลินในการก้าวหน้า ไปด้วยความรู้ และการกระทำที่ดูงาม ทั้งในเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลายภูมิธรรม คือ ธรรมสมบัติ หรือความดี ความจริง ความยุติธรรม ที่ประกอบอยู่ที่เนื้อที่ตัว ช่วยเหลือให้เกิดบุคลิกลักษณะ อันนำมาซึ่งความเลื่อมใส ความไว้วางใจ ความน่าคหาสมาคมจากชีวิตรอบข้าง 
       ทำให้ชีวิตนั้นตั้งอยู่ในฐานะเป็น ปูชนีย-บุคคล เป็นที่พึ่งแก่ตนเองได้ และเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวของชีวิตทั้งหลายความรู้ ช่วยให้มีความสามารถ ในการที่จะใช้ความคิด และการวินิจฉัยสิ่งต่างๆ ได้อย่างกว้างขวาง ในการตัดสินใจ การค้นคว้าทดลอง การแก้ไขอุปสรรคและอื่นๆในอันที่จะให้เกิด ผลในการครองชีพ การสมาคม และอื่นๆ ที่จำเป็นทุกประการโดยสมบูรณ์สติปัญญา ช่วยให้เกิดสมรรถภาพ หรือ ปฏิภาณในการดำเนินงานของชีวิตให้สำเร็จลุล่วงไปได้ ตามแนวของความรู้ ทำให้งานของชีวิตทุกชนิดทุกระดับ ดำเนินไปได้โดยง่าย โดยเร็ว โดยสมบูรณ์ และปลอดภัย โดยประการทั้งปวงอนามัย ช่วยให้มีกำลังกาย อันเป็นบาทฐานแห่งกำลังใจ มีความแคล่วคล่องว่องไวอาจหาญ ร่าเริง สะดวกกายสบายใจ ในการ เป็นอยู่ของตน ทำกายนี้ให้เป็นเหมือนม้าที่เจ้าของเลี้ยงดู อย่างถูกต้องที่สุดแล้ว สามารถเป็นพาหนะนำเจ้าของไปสู่ที่มุ่งหมายได้ ฉันใดก็ฉันนั้นองค์คุณ ๘ ประการนี้ 

 
      กำลังรวมกันเป็นทางสายเดียวของข้าพเจ้า ช่วยให้ชีวิตของข้าพเจ้าดำเนินไปได้อย่างเป็นที่พอใจมาก จนถึงกับนึกอยากจะยืนยันแก่เพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายทั้งหลายว่าจงลองเดิน ทางสายนี้อันประกอบด้วยองค์คุณ ๘ อย่างนี้ดูบ้างเถิด ผลในโลกนี้ก็คือ ทรัพย์ ชื่อเสียงและมิตรภาพก็ตาม ผลในโลกหน้าคือสุคติก็ตาม และผลอันสูงสุดพ้นจากโลกทั้งปวงคือ นิพพานก็ตาม จักเป็นที่หวังได้ ครบถ้วน โดยไม่ต้องสงสัยเลยองค์คุณทั้ง ๘ นี้ต้องมีครบถ้วนพอเหมาะส่วนและเข้ากันสนิท พร้อมที่จะส่งเสริมซึ่งกันและกันอยู่ตลอดเวลา จึงจะสำเร็จเป็นตัวทาง และเป็นการเดินทางในตัวมันเองอยู่แล้วทุกขณะ 
     ไม่มีการถอยหลังโลกทุกวันนี้ มีอะไรๆ มากเกินไป ในทางที่จะผูกพันชีวิตนี้ ให้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของสิ่งที่บีบคั้นเผาลน เผลอไปเพียงนิดเดียว ก็จักลื่นไถลลงไปในกองเพลิง ชนิดที่ยากที่จะถอนตัวออกมาได้ และถึงกับตายอยู่ในกองเพลิงนั้นเป็นที่สุด เพราะเหตุนั้นจึงเป็นการสมควรหรือจำเป็นสำหรับชีวิตทุกชีวิต ที่จะต้องแสวงหาทางและมีทางของตนอันถูกต้องปลอดภัย เพื่อก้าวหน้าไปสู่ความสะอาดหมดจดสว่างไสว และสงบเย็น สมตามความปรารถนา ไม่เสียที ที่ได้เวียนมา ในเกลียวแห่งวัฎสงสาร จนกระทั่งมามีชีวิตในวันนี้ กะเขาด้วยชีวิตหนึ่งโลกทุกวันนี้ มากไปด้วยขวากหนามอันเป็นอันตรายมากยิ่งขึ้นเพียงใด ชีวิตนี้ ก็ยิ่งต้องเพียบพร้อม ไปด้วยคุณธรรม และสมรรถภาพ อันจะเป็น เครื่องป้องกันและแก้ไขอันตรายนั้นๆ มากขึ้นเพียงนั้น เพราะฉะนั้น อย่างน้อยที่สุด เขาจะต้องมี หนทาง อันประกอบไปด้วย องค์แปดประการ ดังกล่าว ทางไปของชีวิต ในด้านจิตหรือวิญญาณ ของเขาผู้นั้น 
      จึงจะก้าวไปด้วยดี คู่กันไปได้ กับการก้าวหน้า ในทางวัตถุ หรือทางกาย ของโลกแห่งสมัยนี้ อันกำลังก้าวไป  อย่างมากมาย จนเกินพอดีหรือผิดส่วน ไม่สมประกอบ จนทำให้โลกระส่ำระสายเป็นประจำวันอยู่แล้วทางชีวิตแห่งสมัยนี้โลดโผน โยกโคลง ขรุขระ ขึ้นๆ ลงๆ ยิ่งกว่า สมัยเก่าก่อน เกินกว่าที่จะ ดำเนินไปได้ง่ายๆ โดยการใช้วิธีการ ที่ง่ายๆ สั้นๆ เหมือนที่แล้วมา 
     นับว่าเป็นโชคดีของพุทธบริษัท ที่เรามีพระพุทธศาสนาอันแสนประเสริฐ ของเรา ซึ่งอาจจะอำนวยสิ่งต่างๆ อันเป็น องค์คุณ ๘ ประการนั้น ให้แก่เรา ได้อย่างครบถ้วน พุทธศาสนาของเรามีเหลี่ยมพรายอันสมบูรณ์ แล้วแต่เราจะเพ่งดูกันในเหลี่ยมไหน ก็มีให้ดู เป็นให้ได้ ครบทุกอย่าง ทุกเหลี่ยมพุทธศาสนา ในฐานะที่ เป็นทั้งศาสนา เป็นทั้งปรัชญา เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นศิลปะแห่งการครองชีวิต เป็นภูมิธรรม ที่พึงประสงค์ ของมนุษยชาติ เป็นความรู้ที่ครบถ้วน เป็นสติปัญญา ที่คล่องแคล่ว และเป็นอนามัย ทั้งทางกาย และทางจิต เหล่านี้แต่ละเหลี่ยมๆ นั้น เอง นับเป็น องค์คุณ ครบทั้ง ๘ ประการ 
     ที่รวมกันเข้าเป็นตัวทาง และเป็นการเดินทาง พร้อมกันไปในตัว ดังที่กล่าวแล้วข้าพเจ้าขอชักชวน เพื่อนร่วม การเกิดแก่เจ็บตาย ทั้งหลาย ให้สนใจ ในทางอันเอกอันเป็นทาง ดิ่งไปสู่ความสิ้นทุกข์ ของบุคคลผู้เดียว แต่ละคนๆ ทางนี้ ข้าพเจ้า ขอชักชวน ให้พร้อมใจกัน ต่อสู้ โดยทุกวิถีทาง 
      เพื่อให้ทางๆ นี้ยังคงเปิดเผยปรากฏอยู่ เป็นทางเดินของสัตว์ทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอชักชวน มิตรสหายทั้งหลาย ให้สละแม้กระทั่งชีวิตเพื่อป้องกันหนทาง อันนี้เอาไว้ ให้ยังคงอยู่เป็นทางรอดของตน และของเพื่อนสัตว์ ทั้งหลาย ตลอดกาล อันไม่มีที่สิ้นสุด ในนามแห่งพระพุทธองค์ ผู้ทรงประกาศความจริงสากลแก่มนุษย์ชาติทั้งมวล.

กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.com

วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

อานาปานสติสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔

"การได้เรียนรู้จากแหล่งที่มา เราจะได้เปรียบเทียบกับสิ่งที่เราเห็นว่าจริงหรือไม่"

อานาปานสติสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖

มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์

 

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้

   สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ปราสาทของอุบาสิกาวิสาขามิคารมารดา ในพระวิหารบุพพาราม  เขตพระนครสาวัตถี  พร้อมด้วยพระสาวกผู้เถระมีชื่อเสียงเด่นมากรูปด้วยกัน  เช่น  ท่านพระสารีบุตร  ท่านพระมหาโมคคัลลานะ  ท่านพระมหากัสสปะ  ท่านพระมหากัจจายนะ  ท่านพระมหาโกฏฐิตะ ท่านพระมหากปิณะ  ท่านพระมหาจุนทะ  ท่านพระเรวตะ  ท่านพระอานนท์  และพระสาวกผู้เถระมีชื่อเสียงเด่นอื่น ๆ  ก็สมัยนั้นแล  พระเถระทั้งหลายพากันโอวาทพร่ำสอนพวกภิกษุอยู่  คือ  พระเถระบางพวกโอวาทพร่ำสอนภิกษุ  ๑๐  รูปบ้าง บางพวกโอวาทพร่ำสอน  ๒๐  รูปบ้าง  บางพวกโอวาทพร่ำสอน  ๓๐  รูปบ้าง  บางพวกโอวาทพร่ำสอน  ๔๐  รูปบ้าง  ฝ่ายภิกษุนวกะเหล่านั้น  อันภิกษุผู้เถระโอวาทพร่ำสอนอยู่  ย่อมรู้ชัดธรรมวิเศษอย่างกว้างขวางยิ่งกว่าที่ตนรู้มาก่อน  ฯ

   ก็สมัยนั้นแล  พระผู้มีพระภาคมีภิกษุสงฆ์ห้อมล้อมประทับนั่งกลางแจ้ง  ในราตรีมีจันทร์เพ็ญ  วันนั้นเป็นวันอุโบสถ  ๑๕  ค่ำ  ทั้งเป็นวันปวารณาด้วย  ขณะนั้น  พระผู้มีพระภาคทรงเหลียวดูภิกษุสงฆ์  ซึ่งนิ่งเงียบอยู่โดยลำดับ  จึงตรัสบอกภิกษุทั้งหลายว่า

   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เราปรารภในปฏิปทานี้  เรามีจิตยินดีในปฏิปทานี้  เพราะฉะนั้นแล  พวกเธอจงปรารภความเพียร  เพื่อถึงคุณที่ตนยังไม่ถึง  เพื่อบรรลุคุณที่ตนยังไม่บรรลุ  เพื่อทำให้แจ้งคุณที่ตนยังไม่ทำให้แจ้ง  โดยยิ่งกว่าประมาณเถิด  เราจักรออยู่ในเมืองสาวัตถีนี้แล  จนถึงวันครบ ๔  เดือนแห่งฤดูฝนเป็นที่บานแห่งดอกโกมุท

   พวกภิกษุชาวชนบททราบข่าวว่า  พระผู้มีพระภาคจักรออยู่ในเมืองสาวัตถีนั้น  จนถึงวันครบ  ๔  เดือนแห่งฤดูฝนเป็นที่บานแห่งดอกโกมุท  จึงพากันหลั่งไหลมายังพระนครสาวัตถี  เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค  ฝ่ายภิกษุผู้เถระเหล่านั้นก็พากันโอวาทพร่ำสอนภิกษุนวกะเพิ่มประมาณขึ้น  คือ  ภิกษุผู้เถระบางพวกโอวาทพร่ำสอนภิกษุ  ๑๐  รูปบ้าง  บางพวกโอวาทพร่ำสอน  ๒๐  รูปบ้าง บางพวกโอวาทพร่ำสอน  ๓๐  รูปบ้าง  บางพวกโอวาทพร่ำสอน  ๔๐  รูปบ้าง  และภิกษุนวกะเหล่านั้น  อันภิกษุผู้เถระโอวาทพร่ำสอนอยู่  ย่อมรู้ชัดธรรมวิเศษอย่างกว้างขวางยิ่งกว่าที่ตนรู้มาก่อน  ฯ

   ก็สมัยนั้นแล  พระผู้มีพระภาคมีภิกษุสงฆ์ห้อมล้อมประทับนั่งกลางแจ้ง  ในราตรีมีจันทร์เพ็ญ  เป็นวันครบ  ๔  เดือนแห่งฤดูฝนเป็นที่บานแห่งดอกโกมุท  วันนั้นเป็นวันอุโบสถ  ๑๕  ค่ำ  ขณะนั้น  พระผู้มีพระภาคทรงเหลียวดูภิกษุสงฆ์  ซึ่งนิ่งเงียบอยู่โดยลำดับ จึงตรัสบอกภิกษุทั้งหลายว่า

   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บริษัทนี้ไม่คุยกัน  บริษัทนี้เงียบเสียงคุย  ดำรงอยู่ในสารธรรมอันบริสุทธิ์

   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุสงฆ์นี้  บริษัทนี้เป็นเช่นเดียวกันกับบริษัทที่ควรแก่การคำนับ  ควรแก่การต้อนรับ  ควรแก่ทักษิณาทาน  ควรแก่การกระทำอัญชลี  เป็นเนื้อนาบุญของโลกอย่างหาที่อื่นยิ่งกว่ามิได้  ภิกษุสงฆ์นี้ บริษัทนี้เป็นเช่นเดียวกันกับบริษัทที่เขาถวายของน้อยมีผลมาก  และถวายของมากมีผลมากยิ่งขึ้น  ภิกษุสงฆ์นี้  บริษัทนี้เป็นเช่นเดียวกันกับบริษัทอันชาวโลกยากที่จะได้พบเห็น  ภิกษุสงฆ์นี้  บริษัทนี้เป็นเช่นเดียวกันกับบริษัทอันสมควรที่แม้คนผู้เอาเสบียงคล้องบ่า เดินทางไปชมนับเป็นโยชน์ ๆ  ฯ

   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้  ผู้เป็นพระอรหันตขีณาสพอยู่จบพรหมจรรย์แล้ว  ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว  ปลงภาระได้แล้ว  บรรลุประโยชน์ตนแล้วโดยลำดับ  สิ้นสัญโญชน์ในภพแล้ว  พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบ  แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้  ก็มีอยู่  ฯ

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้  ผู้เป็นอุปปาติกะ  เพราะสิ้นสัญโญชน์ส่วนเบื้องต่ำทั้ง  ๕  จะได้ปรินิพพานในโลกนั้น ๆ  มีอันไม่กลับมาจากโลกนั้นอีกเป็นธรรมดา แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้  ก็มีอยู่  ฯ

   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้  ผู้เป็นพระสกคาทามีเพราะสิ้นสัญโญชน์  ๓  อย่าง  และเพราะทำราคะ  โทสะ  โมหะให้เบาบาง มายังโลกนี้อีกครั้งเดียวเท่านั้น  ก็จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้  แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุสงฆ์นี้  ก็มีอยู่  ฯ

   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้  ผู้เป็นพระโสดาบัน  เพราะสิ้นสัญโญชน์  ๓  อย่าง  มีอันไม่ตกอบายเป็นธรรมดา  แน่นอนที่จะได้ตรัสรู้ในเบื้องหน้า  แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้  ก็มีอยู่  ฯ

   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้  ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญสติปัฏฐาน  ๔  อยู่  แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้  ก็มีอยู่  ฯ

   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้  ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญสัมมัปปธาน  ๔  อยู่  แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้  ก็มีอยู่  ฯ

   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้  ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญอิทธิบาท  ๔  อยู่  แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้  ก็มีอยู่  ฯ

   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้  ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญอินทรีย์  ๕  อยู่  แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้  ก็มีอยู่  ฯ

   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้  ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญพละ  ๕  อยู่  แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้  ก็มีอยู่  ฯ

   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้  ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญโพชฌงค์  ๗  อยู่  แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้  ก็มีอยู่  ฯ

   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้  ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญมรรคมีองค์  ๘  อันประเสริฐอยู่  แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ก็มีอยู่  ฯ

   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้  ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญเมตตาอยู่  แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้  ก็มีอยู่  ฯ

   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้  ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญกรุณาอยู่  แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้  ก็มีอยู่  ฯ

   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้  ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญมุทิตาอยู่  แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้  ก็มีอยู่  ฯ

   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้  ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญอุเบกขาอยู่  แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้  ก็มีอยู่  ฯ

   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้  ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญอสุภสัญญาอยู่  แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้  ก็มีอยู่  ฯ

   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้  ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญอนิจจสัญญาอยู่  แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้  ก็มีอยู่  ฯ

   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้  ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญอานาปานสติอยู่  ฯ

   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อานาปานสติ  อันภิกษุเจริญแล้ว  ทำให้มากแล้ว  ย่อมมีผลมาก  มีอานิสงส์มาก  ภิกษุที่เจริญอานาปานสติแล้ว  ทำให้มากแล้ว  ย่อมบำเพ็ญสติปัฏฐาน  ๔  ให้บริบูรณ์ได้  ภิกษุที่เจริญสติปัฏฐาน  ๔  แล้ว  ทำให้มากแล้ว ย่อมบำเพ็ญโพชฌงค์  ๗  ให้บริบูรณ์ได้  ภิกษุที่เจริญโพชฌงค์  ๗  แล้ว  ทำให้มากแล้ว  ย่อมบำเพ็ญวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ได้  ฯ

   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็อานาปานสติ  อันภิกษุเจริญแล้วอย่างไร  ทำให้มากแล้วอย่างไร  จึงมีผลมาก  มีอานิสงส์มาก

   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุในธรรมวินัยนี้  อยู่ในป่าก็ดี  อยู่ที่โคนไม้ก็ดี  อยู่ในเรือนว่างก็ดี  นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง  ดำรงสติมั่นเฉพาะหน้า

      เธอย่อมมีสติหายใจออก  มีสติหายใจเข้า
      เมื่อหายใจออกยาว  ก็รู้ชัดว่า  หายใจออกยาว หรือเมื่อหายใจเข้ายาว  ก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว
      เมื่อหายใจออกสั้น  ก็รู้ชัดว่า  หายใจออกสั้น หรือเมื่อหายใจเข้าสั้น  ก็รู้ชัดว่า  หายใจเข้าสั้น
      สำเหนียกอยู่  ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง  หายใจออก  ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง  หายใจเข้า
      สำเหนียกอยู่  ว่าเราจักระงับกายสังขาร  หายใจออก  ว่าเราจักระงับกายสังขาร  หายใจเข้า
      สำเหนียกอยู่  ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติ  หายใจออก  ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติ  หายใจเข้า
      สำเหนียกอยู่  ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุข  หายใจออก  ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุข  หายใจเข้า
      สำเหนียกอยู่  ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตสังขาร หายใจออก  ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตสังขาร  หายใจเข้า
      สำเหนียกอยู่  ว่าเราจักระงับจิตสังขาร  หายใจออก  ว่าเราจักระงับจิตสังขาร  หายใจเข้า
      สำเหนียกอยู่  ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิต  หายใจออก  ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิต  หายใจเข้า
      สำเหนียกอยู่  ว่าเราจักทำจิตให้ร่าเริง  หายใจออก  ว่าเราจักทำจิตให้ร่าเริง  หายใจเข้า
      สำเหนียกอยู่  ว่าเราจักตั้งจิตมั่น  หายใจออก  ว่าเราจักตั้งจิตมั่น หายใจเข้า
      สำเหนียกอยู่  ว่าเราจักเปลื้องจิต  หายใจออก  ว่าเราจักเปลื้องจิต  หายใจเข้า
      สำเหนียกอยู่  ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความไม่เที่ยง  หายใจออก  ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความไม่เที่ยง หายใจเข้า
      สำเหนียกอยู่  ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความคลายกำหนัด  หายใจออก  ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความคลายกำหนัด หายใจเข้า
      สำเหนียกอยู่  ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความดับกิเลส  หายใจออก  ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความดับกิเลส  หายใจเข้า
      สำเหนียกอยู่  ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความสละคืนกิเลส  หายใจออก  ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความสละคืนกิเลส  หายใจเข้า

   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อานาปานสติ  อันภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้  ทำให้มากแล้วอย่างนี้แล  จึงมีผลมาก  มีอานิสงส์มาก  ฯ
   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็ภิกษุที่เจริญอานาปานสติแล้วอย่างไร  ทำให้มากแล้วอย่างไร  จึงบำเพ็ญสติปัฏฐาน  ๔  ให้บริบูรณ์ได้
   ดูกรภิกษุทั้งหลายสมัยใด 
      เมื่อภิกษุหายใจออกยาว  ก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว หรือเมื่อหายใจเข้ายาว  ก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว
      เมื่อหายใจออกสั้น  ก็รู้ชัดว่าหายใจออกสั้น  หรือเมื่อหายใจเข้าสั้น  ก็รู้ชัดว่าหายใจเข้าสั้น
      สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง  หายใจออก  ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจเข้า
      สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักระงับกายสังขาร  หายใจออก  ว่าเราจักระงับกายสังขาร  หายใจเข้า
   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ในสมัยนั้น  ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกาย  มีความเพียร  รู้สึกตัว มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้อยู่

   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เรากล่าวลมหายใจออก  ลมหายใจเข้านี้  ว่าเป็นกายชนิดหนึ่งในพวกกาย  เพราะฉะนั้นแล  ในสมัยนั้น  ภิกษุจึงชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายมีความเพียร  รู้สึกตัว  มีสติ  กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้อยู่  ฯ
   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สมัยใด  ภิกษุสำเหนียกอยู่  ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติ  หายใจออก  ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติ  หายใจเข้า
      สำเหนียกอยู่  ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุข  หายใจออก  ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุข  หายใจเข้า
      สำเหนียกอยู่  ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตสังขาร  หายใจออก  ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตสังขาร  หายใจเข้า
      สำเหนียกอยู่  ว่าเราจักระงับจิตสังขาร  หายใจออกว่าเราจักระงับจิตสังขาร  หายใจเข้า
   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ในสมัยนั้น  ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา  มีความเพียร  รู้สึกตัว  มีสติ  กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้อยู่

   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เรากล่าวการใส่ใจลมหายใจออก ลมหายใจเข้าเป็นอย่างดีนี้  ว่าเป็นเวทนาชนิดหนึ่งในพวกเวทนา  เพราะฉะนั้นแล ในสมัยนั้น  ภิกษุจึงชื่อว่า  พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา  มีความเพียร  รู้สึกตัว มีสติ  กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้อยู่  ฯ
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สมัยใด  ภิกษุสำเหนียกอยู่  ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิต  หายใจออก  ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิต  หายใจเข้า
      สำเหนียกอยู่  ว่าเราจักทำจิตให้ร่าเริง  หายใจออก  ว่าเราจักทำจิตให้ร่าเริง  หายใจเข้า
      สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักตั้งจิตมั่น  หายใจออก  ว่าเราจักตั้งจิตมั่น  หายใจเข้า
      สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเปลื้องจิต  หายใจออก  ว่าเราจักเปลื้องจิต  หายใจเข้า
   ดูกรภิกษุทั้งหลายในสมัยนั้น  ภิกษุชื่อว่า  พิจารณาเห็นจิตในจิต  มีความเพียร  รู้สึกตัว  มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้อยู่

   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เราไม่กล่าวอานาปานสติแก่ภิกษุผู้เผลอสติ  ไม่รู้สึกตัวอยู่ เพราะฉะนั้นแล  ในสมัยนั้น  ภิกษุจึงชื่อว่า  พิจารณาเห็นจิตในจิต  มีความเพียร  รู้สึกตัว  มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้อยู่  ฯ
   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สมัยใด  ภิกษุสำเหนียกอยู่  ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความไม่เที่ยง หายใจออก  ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความไม่เที่ยง  หายใจเข้า
      สำเหนียกอยู่  ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความคลายกำหนัด  หายใจออก  ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความคลายกำหนัด หายใจเข้า
      สำเหนียกอยู่  ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความดับกิเลส  หายใจออก  ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความดับกิเลส  หายใจเข้า
      สำเหนียกอยู่  ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความสละคืนกิเลส  หายใจออก  ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความสละคืนกิเลส  หายใจเข้า
   ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสมัยนั้น  ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นธรรมในธรรม  มีความเพียร  รู้สึกตัว  มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้อยู่

   เธอเห็นการละอภิชฌาและโทมนัสด้วยปัญญาแล้ว  ย่อมเป็นผู้วางเฉยได้ดี เพราะฉะนั้นแล  ในสมัยนั้น  ภิกษุจึงชื่อว่าพิจารณาเห็นธรรมในธรรม  มีความเพียร  รู้สึกตัว  มีสติ  กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้อยู่  ฯ
   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุที่เจริญอานาปานสติแล้วอย่างนี้  ทำให้มากแล้วอย่างนี้แล  ชื่อว่าบำเพ็ญสติปัฏฐาน  ๔  ให้บริบูรณ์ได้  ฯ
   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็ภิกษุที่เจริญสติปัฏฐาน  ๔  แล้วอย่างไรทำให้มากแล้วอย่างไร  จึงบำเพ็ญโพชฌงค์  ๗  ให้บริบูรณ์ได้
   ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด  ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกาย  มีความเพียร  รู้สึกตัว  มีสติ  กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้อยู่  ในสมัยนั้น สติย่อมเป็นอันเธอผู้เข้าไปตั้งไว้แล้วไม่เผอเรอ  ฯ
   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สมัยใด  สติเป็นอันภิกษุเข้าไปตั้งไว้แล้วไม่เผอเรอ  ในสมัยนั้น สติสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล้ว  สมัยนั้น  ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์  สมัยนั้น  สติสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญและความบริบูรณ์แก่ภิกษุ  เธอเมื่อเป็นผู้มีสติอย่างนั้นอยู่  ย่อมค้นคว้า  ไตร่ตรอง  ถึงความพิจารณาธรรมนั้นได้ด้วยปัญญา  ฯ
   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สมัยใด  ภิกษุเป็นผู้มีสติอย่างนั้นอยู่  ย่อมค้นคว้า  ไตร่ตรอง  ถึงความพิจารณาธรรมนั้นด้วยปัญญา  ในสมัยนั้น  ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์  ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล้ว สมัยนั้น  ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ สมัยนั้น  ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญและความบริบูรณ์แก่ภิกษุ  เธอเมื่อค้นคว้า  ไตร่ตรอง  ถึงความพิจารณาธรรมด้วยปัญญาอยู่  ย่อมเป็นอันปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน  ฯ
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สมัยใด  ภิกษุค้นคว้า  ไตร่ตรอง  ถึงความพิจารณาธรรมนั้นด้วยปัญญา  ปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน  ในสมัยนั้น  วิริยสัมโพชฌงค์  ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล้ว  สมัยนั้น  ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ สมัยนั้น วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญและความบริบูรณ์แก่ภิกษุ  ปีติปราศจากอามิสย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ปรารภความเพียรแล้ว  ฯ
   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สมัยใด  ปีติปราศจากอามิสเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ปรารภความเพียรแล้ว ในสมัยนั้น  ปีติสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล้ว  สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญปีติสัมโพชฌงค์  สมัยนั้น ปีติสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญและความบริบูรณ์แก่ภิกษุ  ภิกษุผู้มีใจเกิดปีติ  ย่อมมีทั้งกายทั้งจิตระงับได้  ฯ
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สมัยใด  ทั้งกายทั้งจิตของภิกษุผู้มีใจเกิดปีติ  ระงับได้  ในสมัยนั้น  ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล้ว  สมัยนั้น  ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์  สมัยนั้น  ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญและความบริบูรณ์แก่ภิกษุ  ภิกษุผู้มีกายระงับแล้ว  มีความสุข  ย่อมมีจิตตั้งมั่น  ฯ
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สมัยใด  จิตของภิกษุผู้มีกายระงับแล้ว  มีความสุข  ย่อมตั้งมั่น  ในสมัยนั้น  สมาธิสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล้ว  สมัยนั้นภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์  สมัยนั้น  สมาธิสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญและความบริบูรณ์แก่ภิกษุ  ภิกษุนั้นย่อมเป็นผู้วางเฉยจิตที่ตั้งมั่นแล้วเช่นนั้นได้เป็นอย่างดี  ฯ
   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สมัยใด  ภิกษุเป็นผู้วางเฉยจิตที่ตั้งมั่นแล้วเช่นนั้นได้  เป็นอย่างดี  ในสมัยนั้น  อุเบกขาสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล้ว  สมัยนั้นภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์  สมัยนั้น  อุเบกขาสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญและความบริบูรณ์แก่ภิกษุ  ฯ
   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สมัยใด  ภิกษุพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา  มีความเพียร  รู้สึกตัวมีสติ  กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้อยู่  ในสมัยนั้น  สติย่อมเป็นอันเธอผู้เข้าไปตั้งไว้แล้วไม่เผอเรอ...
   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สมัยใด  ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิต  มีความเพียรรู้สึกตัว  มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้อยู่  ในสมัยนั้น  สติย่อมเป็นอันเธอผู้เข้าไปตั้งไว้แล้วไม่เผอเรอ...
   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สมัยใด  ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรม  มีความเพียรรู้สึกตัว  มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้อยู่  ในสมัยนั้น  สติย่อมเป็นอันเธอผู้เข้าไปตั้งไว้แล้วไม่เผอเรอ  ฯ
   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สมัยใด  สติเป็นอันภิกษุเข้าไปตั้งไว้แล้ว  ไม่เผอเรอ  ในสมัยนั้น สติสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล้ว  สมัยนั้น  ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ สมัยนั้น สติสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญและความบริบูรณ์แก่ภิกษุ  เธอเมื่อเป็นผู้มีสติอย่างนั้นอยู่  ย่อมค้นคว้า  ไตร่ตรอง  ถึงความพิจารณาธรรมนั้นด้วยปัญญา  ฯ
   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สมัยใด  ภิกษุเป็นผู้มีสติอย่างนั้นอยู่  ย่อมค้นคว้าไตร่ตรอง  ถึงความพิจารณาธรรมนั้นด้วยปัญญา  ในสมัยนั้น  ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์  ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล้ว สมัยนั้น  ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ สมัยนั้น ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญและความบริบูรณ์แก่ภิกษุ  เมื่อเธอค้นคว้า  ไตร่ตรอง  ถึงความพิจารณาธรรมนั้นด้วยปัญญาอยู่  ย่อมเป็นอันปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน  ฯ
   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สมัยใด  ภิกษุค้นคว้า  ไตร่ตรอง  ถึงความพิจารณาธรรม  นั้นด้วยปัญญา  ปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน  ในสมัยนั้น  วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล้ว สมัยนั้น  ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญวิริยสัมโพชฌงค์  สมัยนั้น วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญและความบริบูรณ์แก่ภิกษุ  ปีติปราศจากอามิสย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ปรารภความเพียรแล้ว  ฯ
   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สมัยใด  ปีติปราศจากอามิสเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ปรารภความเพียรแล้ว ในสมัยนั้น  ปีติสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล้ว  สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญปีติสัมโพชฌงค์  สมัยนั้น  ปีติสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญและความบริบูรณ์แก่ภิกษุ  ภิกษุผู้มีใจเกิดปีติ  ย่อมมีทั้งกายทั้งจิตระงับได้  ฯ
   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สมัยใด  ทั้งกายทั้งจิตของภิกษุผู้มีใจเกิดปีติ  ระงับได้  ในสมัยนั้น ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล้ว  สมัยนั้น  ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์  สมัยนั้น  ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์  ย่อมถึง  ความเจริญและความบริบูรณ์แก่ภิกษุ  ภิกษุผู้มีกายระงับแล้ว  มีความสุข  ย่อมมีจิตตั้งมั่น  ฯ
   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สมัยใด  จิตของภิกษุผู้มีกายระงับแล้ว  มีความสุขย่อมตั้งมั่นใน สมัยนั้น  สมาธิสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล้ว  สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์  สมัยนั้น  สมาธิสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญและความบริบูรณ์แก่ภิกษุภิกษุนั้นย่อมเป็น ผู้วางเฉยจิตที่ตั้งมั่นแล้วเช่นนั้นได้เป็นอย่างดี  ฯ
   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สมัยใด  ภิกษุเป็นผู้วางเฉยจิตที่ตั้งมั่นแล้วเช่นนั้นได้  เป็นอย่างดี  ในสมัยนั้น  อุเบกขาสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล้ว  สมัยนั้น  ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์  สมัยนั้น  อุเบกขาสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญและความบริบูรณ์แก่ภิกษุ  ฯ
   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุที่เจริญสติปัฏฐาน  ๔  แล้วอย่างนี้  ทำให้มากแล้วอย่างนี้แล  ชื่อว่าบำเพ็ญโพชฌงค์  ๗  ให้บริบูรณ์ได้  ฯ
   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุที่เจริญโพชฌงค์  ๗  แล้วอย่างไร  ทำให้  มากแล้วอย่างไร  จึงบำเพ็ญวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ได้

   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุ  ในธรรมวินัยนี้  ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก  อาศัยวิราคะ  อาศัยนิโรธ  อันน้อมไปเพื่อความปลดปล่อย  ย่อมเจริญธรรมวิจยสัมโพชฌงค์  ...  ย่อม  เจริญวิริยสัมโพชฌงค์  ...  ย่อมเจริญปีติสัมโพชฌงค์  ...  ย่อมเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์  ...  ย่อมเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์  ...  ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก  อาศัยวิราคะ  อาศัยนิโรธ  อันน้อมไปเพื่อความปลดปล่อย  ฯ

   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุที่เจริญโพชฌงค์  ๗  แล้วอย่างนี้  ทำให้มากแล้วอย่างนี้แล  ชื่อว่าบำเพ็ญวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ได้  ฯ
   พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว  ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล  ฯ

จบ  อานาปานสติสูตร
ธรรมทาน  https://sites.google.com/site/smartdhamma/anapanasati_sutta

วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สติปัฏฐาน หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร

"สตินี้ท่านเปรียบเหมือนคนพายเรือผู้พายเรือนายท้ายผู้นำเรือไปให้ถึงจุดหมาย ปลายทาง ผู้นั่งสมาธิภาวนา ปฏิบัติบูชาในทางพุทธศาสนาขาดสติไม่ได้ แม้แต่วินาทีก็ไม่ได้ คำว่าไม่ได้นั้นก็คือเมื่อขาดสติมันก็ขาดสมาธิ จิตตั้งมั่นไม่เต็มที เมื่อจิตตั้งมั่นไม่เต็มที่มันก็ขาดปัญญา ความรอบรู้ในกองสังขาร ในอะไรต่อมิอะไรที่มันเกิดมันดับมันเป็นมันมีอยู่ในเรื่องกานวาจาจิตของเรา"

 

สติปัฏฐาน

หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร



   เบื้องหน้าแต่นี้เป็นต้นไปเป็นเวลานั่งสมาธิภาวนา ให้พากันนั่งขัดสมาธิเอาขาขวาทับขาซ้าย เอามือข้างขวาวางทับมือข้างซ้าย ตั้งกายให้เที่ยงตรง หลับตานึกภาวนา
พุทโธพร้อมกับลมหายใจเข้าหายใจออก ในขณะที่เรานั่งสมาธิภาวนานี้จงรวมจิตใจเข้ามาในบริกรรมภาวนานี้หรือในการ ได้ยินได้ฟังอุบายธรรมต่าง ๆ เมื่อเสียงเข้าไปถึงที่ไหนรู้สึกในใจที่ไหน ก็ให้รวมจิตใจลงไปที่นั้น ที่นี้แหละที่เป็นปัจจุบัน ปัจจุบันธรรม เป็นธรรมที่ปฏิบัติ ผู้ใดรวมใจของตนเข้าไปภายในปัจจุบันย่อมถึงซึ่งความไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน จิตใจที่อ่อนแอท้อแท้จะได้แข็งแรงขึ้นด้วยสติความระลึกได้ในการบริกรรมในการ ฟังธรรมสตินี้ก็เกิดขึ้นจากใจเหมือนกัน เกิดขึ้นจากดวงจิตดวงใจดวงที่รู้อยู่ฟังอยู่เจริญอยู่บริกรรมอยู่ เกิดขึ้นจากที่นี้เองเรียกว่าสติความระลึกได้ เมื่อสติความระลึกได้มีความรู้สึกอยู่ในใจในตัว ดวงสตินี้ก็ยังให้จิตในที่รู้อยู่นี้แหละตั่งมั่นสงบระงับไม่แส่ส่ายไปกับ สังขารวิญญาณกริยาอาการของจิต

   ดวงจิตดวงใจจะได้รวมได้สงบเข้ามาอยู่ในจิตใจของตนจริง มีสติทุกเวลา สตินี้สำคัญมาก ในมหาสติปัฏฐานท่านให้เอาสตินี้แหละระลึกอยู่ในกาย กายมี ขน ผม เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก อาอาร ๓๒ เรียกว่า กาย เนื้อตัว ตัวตนคนเราให้ระลึกอยู่ในร่างกาย คือ ร่างกายนี้กำหนดพิจารณาให้เห็นตามภาวะความเป็นจริงอยู่ ร่างกายนี้กำหนดลงไปในหลักอสุภะคือ ว่าไม่งามในร่างกายของคนเรานี้เราดูผิวเผินก็เป็นของสวยสดงดงาม แต่ว่าให้ดูถี่ถ้วนเข้าไปทางนอกทางในแล้ว ดูทวารทั้ง ๙ ที่มันไหลเข้าเทออกอยู่แล้ว ย่อมแสดงให้เห็นว่า ร่างกายของคนเรานี้เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ เต็มไปด้วยบุพโพโลหิต เมื่อผู้ใดมากำหนดภาวนาเพียรเพ่งดูให้รู้ว่าเป็นของปฏิกูลโสโครกจริง ๆ จิตของผู้นั้นย่อมมีความสงบระงับ ย่อมเห็นได้ว่ากายนี้ก็สักแต่ว่ากาย จะว่าเป็นสัตว์ก็ไม่ได้ เป็นบุคคลก็ไม่ได้ จะว่าเป็นตัวเราของเราอะไรก็ไม่ได้ทั้งนั้น เรียกว่าไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนไม่ใช่เราไม่ใช่เขา

   จงกำหนดให้เห็นว่ากายนี้ก็สักแต่ว่ากาย โดยสมมุติบัญญัติก็ว่ากาย ที่จริงมันก็ตั้งชั่วระยะเวลาภายใน ๑๐๐ ปีนี้ก็จะเข้าถึงความแตกความดับความทำลายตามสภาพของกาย เรียกว่ากายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ท่านให้กำหนดให้เห็นว่าร่างกายก็สักแต่ว่ากายเท่านั้น เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานเอาสติมาระลึกเวทนา สุขเวทนาได้แก่ความสบาย ทุกขเวทนาได้แก่ความไม่สบาย เฉย ๆ เวทนา เวทนานี้สักแต่ว่าเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขาเหมือนกัน การที่จิตมายึดเอาถือเอา สบายก็มายึดว่าเราสบาย แท้จริงแล้วกายเขาสบายเขาไม่สบาย เวทนาก็เกิดขึ้นตั้งอยู่ชั่วระยะเวลา สุขก็ดีทุกข์ก็ดี มันไม่เที่ยงแท้แน่นอน อาศัยสติเป็นผู้ระลึกดู ระลึกอยู่ไม่ให้จิตใจหลงใหลไปที่อื่นเรียกว่า สติปัฏฐาน

   จิตความคิดความนึกที่เกิดขึ้นจากดวงจิตดวงใจ แล้วก็แส่ส่ายไปตามอารมณ์ดีอารมณ์ร้ายอารมณ์สบายไม่สบาย จิตนี้ก็สักแต่ว่าจิตเหมือนกัน ไม่ใช่ตัวบุคคลตัวตนเราเขา ให้สตินี้แหละเป็นผู้ระลึกอยู่ทุกความคิดที่เกิดขึ้น เมื่อมีสติอยู่ก็จะเห็นว่าความคิดนึกเหล่านั้นมันเกิดขึ้นมันก็ดับไป เกิดขึ้นก็ดับไปเท่านั้นเอง ไม่ให้จิตใจหลงใหลไปกับความคิดความนึกของดวงจิตอันนั้นเรียกว่า ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตนของเราเหมือนกัน เมื่อรู้เข้าใจจิตใจจะได้ปล่อยวาง จะได้สงบระงับตั้งมั่นอยู่ภายในจิตใจดวงที่รู้อยู่นี้ พร้อมด้วยสติปัฏฐาน ธรรมารมณ์อันเกิดกับในจิตใจนี้เหมือนกัน อารมณ์ของจิตที่มันปรุงไปแต่งไปตามอารมณ์ดีอารมณ์ร้าย อารมณ์ทุกอย่างที่มากระทบตากระเทือนหู ก็เป็นธรรมารมณ์อยู่ในจิตอันนี้ ก็ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคลไม่ใช่ตัวตนของบุคคลผู้ใดเหมือนกัน จงเป็นผู้มีสติระลึกอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม ท่านให้ชื่อว่า สติปัฏฐาน

   เมื่อระลึกได้ธรรมดาเรียกว่าสติปัฏฐาน เมื่อระลึกได้จนเป็นมหาสติปัฏฐานเรียกว่า สติใหญ่ ใหญ่จนไม่หลง อะไรต่อมิอะไรเกิดขึ้นในกายเวทนาจิตธรรม ย่อมรู้ได้เข้าใจว่า จิตยึดถือหรือไม่ยึดถือ จิตใจเลิกได้ละได้หรือเลิกไม่ได้ละไม่ได้ เห็นแจ้งตามความเป็นจริงหรือไม่ สติอันนี้ต้องระลึกให้มากที่สุด ในทางมหาสติปัฎฐาน ท่านให้นึกอยู่จนกระทั่งว่าไม่พลั้งไม่เผลอ ไม่หลงไม่ลืม แม้ร่างกายจะยืนจะเดินจะนั่งจะนอน ท่านก็ให้มีสติอยู่ทุกเวลา หลับตาลืมตา มือ เท้า เดินไปก็มีสติ มือจะแตะต้องที่ไหนก็มีสติระลึกอยู่ทุกเวลาเรียกว่าเป็นมหาสติปัฏฐาน เมื่อการระลึกได้อยู่ทั้งกายวาจาจิตทุกขณะ กายเวทนาจิตธรรมจะเคลื่อนไหวไปมาสงบระงับ ก็ระลึกได้อยู่ทุกเวลา ไม่หลงใหลไปอยู่ใต้อำนาจกิเลส มีสติอยู่ทุกขณะทุกเวลา ไม่ใช่เวลาพูดออกมาจึงมีสติ ไม่ว่าพร้อมทุกอย่างจะพูดจาปราศรัยก็มีสติ ก่อนจะพูดก็มีสติ พูดอยู่ก็มีสติ พูดจบไปแล้วก็มีสติ ก่อนที่เราจะทำอะไรร่างกายจะทำการงานใด ๆ ก็เรียกว่ามีสติความระลึกได้ เวลาทำอยู่ก็มีสติ เวลาทำแล้วไปก็มีสติระลึกอยู่ในตัวในกายจิตนี้ ในกายเวทนาจิตธรรมได้อยู่เสมอ

   อะไรผิดอะไรถูกก็ให้มีสติระลึกดูพิจารณาดู จนให้จิตใจนี้เข้าใจในสติปัฏฐาน ในมหาสติปัฏฐาน แล้วทำให้ปฏิบัติได้ไม่ต้องให้เผลอทีเดียว มันคิดอะไรอยู่ในจิตนั้น คิดภาวนาหรือคิดนอกภาวนา คิดภายในกายในจิตหรือว่าคิดนอกกายนอกจิต มันคิดอิจฉาพยาบาทคนโน้นคนนี้ เกลียดคนโน้นชังคนนี้ไหม ในจิตนี้ก็ให้ระลึกดูให้ได้ ผู้มีสติแล้วจิตจะวางเฉยได้ อย่างว่าความเกลียดความกลัว ความหวาดสะดุ้งขนพองสยองเกล้าอันใดอันหนึ่งเกิดขึ้น ถ้ามีสติความระลึกอยู่ไม่หลงใหลออกไปก็ไม่โกรธ ไม่ไปพยาบาทอาฆาตจองเวรใครในจิตใจที่มีสติปัฏฐานอยู่นั้นไม่ไปรักใคร ไม่ไปชังใคร ไม่ไปดุด่าว่าร้ายให้แก่ใคร ไม่ไปทำร้ายให้แก่บุคคลผู้ใด ไม่อิจฉาตาร้อนใคร เรียกว่ามีสติภาวนาเรื่องของตัวเองอยู่ คนอื่นผู้อื่นนั้นให้ยกไว้เป็นเรื่องของเขา เขาเกิดมาเองไม่ใช่เราทำให้เกิด เขาแก่ไปเองไม่ใช่เราทำให้แก่ เขาเจ็บไข้ได้ป่วยไปเองไม่ใช่เราทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย เขาตายไปเอง เราก็เหมือนกัน เราเกิดมาเองแก่ไปเอง เจ็บไปเอง ตายไปเอง ทำไมจึงมาอิจฉาพยาบาทแก่มนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย อิจฉาพยาบาทแล้วดีอย่างไรเกิดประโยชน์อะไร

   คิดดูให้ดีในจิตใจของคนเรานี้เมื่อคิดดูให้ดี มีสติดี มีสมาธิดี มีปัญญาดี เมื่อภายในดี ภายนอกไม่ต้องว่า มันต้องดีไปเพราะมันดีภายใน แต่ว่าถ้าภายในนี้แหละขาดสติปัฏฐาน ไม่ระลึกอยู่ในกายเวทนาจิตธรรมอันเป็นภายในของตัวเอง มัวแต่ไปคิดไปปรุงไปข้องใจอิจฉาพยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ ไม่ชื่อว่าเป็นนักภาวนา ไม่ชื่อว่าเป็นผู้มีมหาสติปัฎฐาน เมื่อสติภายในไม่มี ฉะนั้นต้องเจริญระลึกอยู่ในดวงจิตดวงใจของตัวเอง การภาวนาละกิเลสนั้นต้องเป็นผู้มีสติตั้งจิตตั้งใจอยู่ทุกเวลา จะยืนก็มีสติ ก่อนยืน ยีนอยู่จะเคลื่อนไปจากเวลายืนก็มีสติ ก่อนจะเดินก็มีสติ คำว่ามีสติ ความระลึกในใจนั้นพร้อมทุกอย่าง ตาดูหูฟังอะไรมันจะเกิดขึ้น คนที่เอาเท้าไปตำตอ เอาศีรษะไปตำไม้หรือทำอะไรผิด ๆ หัก ๆ จับอะไร พลัดตกหกล้มเพราะอะไร ก็เพราะขาดสตินั้นเอง แล้วถ้าขาดสติ สติไม่มี ความขี้เซาเหงานอน มักง่าย ท้อถอยเกียจคร้านก็ย่อมเกิดมีขึ้น เพราะว่าไม่มีสติหรือมีสติแต่น้อยไม่พร้อมมูลบริบูรณ์

   ถ้าสติความระลึกได้ใจที่ตั้งมั่นขึ้นมาระลึกอยู่เสมอในทางร่างกาย เรียกว่าก่อนจะทำอะไรหรือไม่ทำอะไรก็มีสติ ทำอะไรอยู่จะทำอะไรก็มีสติความระลึกได้ ถึงเวลาทำทำอยู่ก็มีสติให้พร้อมมูลอยู่เสมอ คำว่าสติปัฏฐาน สติเป็นฐานที่ตั้ง ฐานที่ตั้งของสติความระลึกได้อยู่ทุกเวลา เมื่อทำอะไรจบลงไปก็มีสติทำงานทางนอก คนที่ทำงานแล้วไม่รู้จักเก็บไม่รู้จักรักษา ทิ้งเกลื่อนกลาดไปก็คือว่าไม่มีสติ เวลาทำก็ไม่มีสติ ทำแล้วไม่รู้จักเก็บรู้จักรักษา ก็คือว่าขาดสตินั้นเอง การงานสิ่งนั้นมันก็ขาดตกบกพร่องเกิดความเสียหายขึ้นมาไม่ว่าอย่างหยาบ อย่างกลางอย่างละเอียด ไม่ว่าทางโลกและทางธรรมต้องอาศัยสติอันนี้แหละ คนดีก็เรียกว่าคนมีสติ คนไม่ดีก็คนไม่มีสตินั้นเอง

   ส่วนสตินี้เรียกว่าระลึกได้อยู่ทุกเวลา ทุกอริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน ศีลรักษากายให้เป็นปกติ ระวังวาจาให้เป็นปกติ กายวาจาใจให้เป็นปกติท่านให้ชื่อว่า ศีล ข้อห้ามก็คือว่าให้เว้นจากฆ่าสัตว์และให้เว้นจากความอิจฉาพยาบาทแก่สัตว์ ทั้งหลาย ไม่ให้มีโกรธจนฆ่าสัตว์ ไม่ให้มีอิจฉาพยาบาทเกลียดชังทั้งสัตว์และคนทั่ว ๆ ไปด้วย เรียกว่าเว้นจากฆ่าสัตว์ เว้นจากลักทรัพย์สิ่งของผู้อื่น เว้นจากประพฤติผิดในกาม เว้นจากกล่าวมุสาวาจา เว้นจากดื่มกินสุราเมรัย เรียกว่าศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ก็ข้อห้ามเพื่อให้บุคคลเรามีสติระมัดระวังกายวาจาจิตของตนเพื่อจะได้มีสติ อันสมบูรณ์บริบูรณ์ เมื่อมีสติอันสมบูรณ์บริบูรณ์แล้ว ชื่อว่าศีลสมาธิปัญญา ศีลก็ปกติ มีสติก็มีปกติ เมื่อมีปกติจิตก็ตั้งมั่นไม่มีวิตกวิจารไปไหน เรียกว่าสมาธิจิตมั่นคง คำว่าจิตมั่นคงก็คือว่ามีสติจิตจึงจะมั่นคง คำว่ามั่นคง เราทำอะไร ก็ตั้งอกตั้งใจประกอบกระทำในสิ่งนั้น ๆ

   เราบรรพชาอุปสมบทในทางพุทธศาสนาต้องมีสติให้มีความยินดีพอใจในสมณะเพศวิสัย ของตัวเองและให้รู้ว่าสมณะเพศ สมณะวิสัยนี้มีข้อวัตรปฏิบัติเป็นอย่างไร เลิกละทำชั่วด้วยกายวาจาจิต อย่างไรก็ต้องอาศัยสติความระลึกได้ ความรวมจิตใจของตนเรียกว่าให้มั่นคง คำว่าสมาธิโดยจิตตั้งมั่น ทำอะไรให้มีความตั้งมั่นให้มีความจริงใจทั้งกายทั้งวาจาทั้งจิตทั้งใจพร้อม ด้วยหมดทุกอย่างเรียกว่ามีสติ ทำอันใดก็เป็นหลักเป็นฐานไม่ใช่ทำเล่น ๆ ทำเลอะเทอะ ไม่ใช่ทำทิ้งขว้างไปไม่เอาจริงเอาจัง อย่างนั้นใช้ไม่ได้เรียกว่าต้องทำจริง ๆ ประกอบอยู่ทุกเวลา หลับก็มีสติลืมตาก็มีสติ ฟังเสียงก็มีสติ ก่อนฟังก็มีสติ ฟังอยู่ก็มีสติ ฟังจบไปแล้วก็มีสติอยู่ ระมัดระวังอยู่ในอายตนะทั้งหลายมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อายตนะภายในมันติดอยู่ภายในติดอยู่ในตัวของคนเรา อายตนะภายนอก รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ มันอยู่ข้างนอก บางคราวก็เกิดขึ้นมากบางคราวก็เกิดขึ้นน้อย ตามแต่อารมณ์ที่ผ่านเข้ามา ตาดูหูฟังมีสติอยู่ทุกเวลา เราฟังธรรมอยู่ก็มีสติ สตินั้นแหละระลึกจนความง่วงเหงาหาวนอนเข้ามาแทรกซึมไม่ได้ เมื่อเข้ามาแทรกซึมต้องมีสติว่าจะแก้ไขอย่างไร เมื่อเราระลึกก็แล้วภาวนาก็แล้วยังง่วงเหงาหาวนอน ท่านก็ให้ยืนขึ้น เมื่อยืนขึ้นยังไม่หายท่านก็ให้เดินเรียกว่าเดินจงกรม เดินจงกรมกลับไปกลับมา ทำให้รูปขันธ์ร่างกายมันเคลื่อนไหวไปมาจิตจะได้มีสติสม่ำเสมอ จิตใจจะได้ตั้งมั่นในธรรมปฏิบัติทุกเวลา ทุกลมหายใจเข้าออก

   ผู้ที่จะระลึกบริกรรมภาวนาพุทโธได้ติดต่ออยู่ทุกลมหายใจเข้าหายใจออกก็ต้อง มีสติ สติต้องมีพร้อมอยู่เสมอ เดินจงกรมก็มีสติ ก่อนจะเดินก็มีสติ เดินอยู่ก็มีสติ เดินจบเดินหยุดไปแล้วก็มีสติอยู่ นั่งก็มีสติ ก่อนนั่งก็มีสติ นั่งแล้วก็มีสติ ก่อนนอนก็มีสติ นอนอยู่ก็มีสติ ตื่นมาก็มีสติระลึกอยู่เสมอ ในดวงจิตดวงใจอันนี้ไม่ให้ความง่วงเหงาหาวนอนเข้ามาทับถม หรือว่ากามฉันท์ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา ไม่ให้มีในกายวาจาจิตของเรา มีในกายวาจาจิตของบุคคลอื่นช่างเขา ไม่ต้องไปกังวล ในกายวาจาจิตตัวของเราปริมณฑลหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบนี้ ต้องมีสติทุกเวลา เรียกว่ามีสติ ลมหายใจเข้ามีสติ ลมหายใจออกมีสติ ในเวลากายวาจาจิตสบายมีสติ ในเวลากายวาจาจิตไม่สบาย ควรทำอย่างไร ควรพูดอย่างไร ควรวางตัวอย่างไร จึงจะเหมาะสมกาลเทศะ

  ปุคคลัญญรู้จักบุคคล ปริสัญญรู้จักบริษัท ควรอย่างไร ไม่ควรอย่างไร แสดงออกอย่างไร ไม่แสดงออกอย่างไร สติทั้งนั้นต้องระลึกอยู่ทุกเวลาจนเป็นมหาสติปัฏฐาน มหาสติปัฏฐานก็คือว่ามหาใหญ่ปัฏฐานที่ตั้งของสติมีอยู่ในนักภาวนาจิตใจของ ผู้ปฏิบัติ ไม่ใช่คำพูดที่พูดที่ว่าเป็นสติดวงจิตดวงใจที่ตั้งขึ้นมาระลึกขึ้นมาเป็น องค์สติ สติสัมโพชฌงค์ระลึกอยู่ เป็นผู้มีเพียรเพ่งอยู่ กายวาจาจิตนี้ท่านเปรียบอุปมาเหมือนพายเรือข้ามฝั่ง สมัยโบราณนั่นเรือยนต์กลไกไม่ค่อยมี เขาก็เอาไม้มาต่อมาแกะลงไปให้เป็นเรือแล้วก็มีไม้พายมีคนพาย ทีนี้เรือนั้นจะข้ามฝั่งได้หรือไปถูกช่องทางไปตามต้องการล่องน้ำขึ้นน้ำได้ นั้นต้องอาศัยผู้พายผู้ถ่อให้เรือนั้นไป หรือเอาไม้พายจุ่มน้ำลงไปก็พายไปนั้นแหละสตินั้นคือว่าคนพายเรือดัดแปลงเรือ ของตนไม่ให้ล่มไม่ให้จม ตัวคนพายเรือไม่เป็นก็ไปตามกระแสน้ำข้ามน้ำไม่ได้ สตินี้ท่านเปรียบเหมือนคนพายเรือผู้พายเรือนายท้ายผู้นำเรือไปให้ถึงจุดหมาย ปลายทาง ผู้นั่งสมาธิภาวนา ปฏิบัติบูชาในทางพุทธศาสนาขาดสติไม่ได้ แม้แต่วินาทีก็ไม่ได้ คำว่าไม่ได้นั้นก็คือเมื่อขาดสติมันก็ขาดสมาธิ จิตตั้งมั่นไม่เต็มที เมื่อจิตตั้งมั่นไม่เต็มที่มันก็ขาดปัญญา ความรอบรู้ในกองสังขาร ในอะไรต่อมิอะไรที่มันเกิดมันดับมันเป็นมันมีอยู่ในเรื่องกานวาจาจิตของเรา นั้นแหละ เมื่อมันขาดปัญญามันก็ไม่เต็มที่ เมื่อขาดสติขาดสมาธิขาดศีล ขาดศีลสมาธิปัญญาก็พาให้จิตใจนี้แหละย่อหย่อนท้อถอยมักง่ายไม่สงบระงับ

  เมื่อพร้อมด้วยสติสมาธิปัญญา ทานศีลภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา วิชา วิมุติก็ย่อมเกิดขึ้น จิตย่อมหลุดจากกิเลส หลุดพ้นออกจากกิเลส ราคะ โทสะ หรือว่าละกิเลสราคะโทสะในจิตใจของตนเองให้หมดไปให้สิ้นไปได้ด้วยสติปัฏฐาน มีสติทุกเวลาไม่ว่า นั่ง ยืน เดิน นอน ทุกอิริยาบถ

   เมื่อมีสติมีสมาธิมีปัญญามีความรอบรู้ทุกอย่างทุกประการ สิ่งใดควรละก็ละ สิ่งใดควรเจริญก็เจริญ สิ่งใดควรทิ้งแล้วควรปล่อยแล้วก็ปล่อยวางไป ไม่ต้องเอามายึดมาถือในหน้าในตา ในตัวในตน ในชาติในตระกูล ในตัวเราของเรา ตัวทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิดเลิกละออกไป พระพุทธเจ้า พระองค์ให้เจริญอยู่ในสัมมาทิฏฐิความเห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ การงานชอบ ระลึกชอบ ตั้งจิตมั่นชอบก็ในสตินั้นเอง ในใจนี้แหละไม่ใช่ในที่อื่นไม่ใช่เรื่องภายนอกอย่างเดียว ส่วนมากเป็นเรื่องภายใน เมื่อภายในมีสติ จิตก็ตั้งมั่นเป็นสมาธิ เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ จิตก็มีปัญญา

   เมื่อจิตมีปัญญาก็ย่อมเห็นได้ว่ารูปนามกายใจของเราของเขา ภายนอกภายใน ทั้งหยาบทั้งละเอียดอะไรต่อมิอะไรเหล่านี้ ก็ย่อมเห็นแจ้งด้วยปัญญาด้วยญาณ หยั่งรู้หยั่งเห็นแจ่มแจ้งชัดเจนขึ้นมาในจิตใจนั้นว่าไม่เป็นอย่างอื่น มันต้องเป็นไปอย่างนี้อย่างว่า ฟองน้ำเจริญขึ้นเดี๋ยว ๆ มันก็แตกไป เวลามันเจริญขึ้น มันเกิดขึ้นจิตใจก็ยินดี พอใจว่าตัวเราของเรา ครั้นเวลามันจะแตกดับจะตาย เอาละวุ่นวายทีนี้ ไม่ให้มันตาย จะแก้ไว้รักษาไว้ ถ้ามันถึงเวลามันเจ็บแก้อย่างไรก็แก้ไม่ได้


ธรรมทานจาก https://sites.google.com/site/smartdhamma/